ประกันภัยรถยนต์
 
 เว็บไซด์  บทความ  กระทู้   

พญายอ

 
 

พญายอ

ชื่อสามัญไทย : พญายอ

ชื่ออังกฤษ : -
ชื่อท้องถิ่น : ผักมันไก่ ผักลิ้นเขียด (เชียงใหม่) พญาปล้องคำ (ลำปาง) เสลดพังพอนตัวเมีย พญาปล้องทอง, พญาปล้องคำ (กลาง) ลิ้นมังกร โพะโซ่จาง (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Clinacanthus nutans (Burm.f.) Lindau
ชื่อพ้อง : C. siamensis Bremek
วงศ์ : Acanthaceae
ชีววิทยา: - นิเวศวิทยา
ลักษณะพืช : พญายอเป็นไม้พุ่มเลื้อยสูง ๑-๓ เมตร ลำต้นและกิ่งก้านสีเขียว ใบเป็นใบเดี่ยวออกตรงข้ามกัน รูปรีแคบ ขอบขนาน ใบกว้าง ๐.๕ - ๑.๕ ซม. ยาว ๒.๕ - ๑๓ ซม. ปลายและโคนใบแหลม ริมใบเรียบ ดอกเป็นช่อ ออกเป็นกระจุกที่ปลายกิ่ง มี ๕ ดอกย่อยขึ้นไป กลีบดอกสีแดงส้ม โคนกลีบสีเขียวติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น ๒ ส่วน ผลเป็นผลแห้ง แตกได้
ลักษณะทางภูมิศาสตร์ : พญายอขึ้นได้งามในดินที่สมบูรณ์ แสงแดดปานกลาง
แหล่งที่พบ : พบได้ทั่วไปตามป่าประเทศไทย หรือปลูกกันตามบ้าน
ประโยชน์ทางยา :
ส่วนที่ใช้ : ใบ
สรรพคุณ :
ใบ : รักษาอาการอักเสบเฉพาะที่ ถอนพิษแมลงสัตว์กัดต่อย รักษาโรคเริม งูสวัด
ต้น : แก้บิด
สารประกอบทางเคมี :
ใบ : ประกอบด้วย lupeol, Beta-sitosterol, stigmasterol
ราก : ประกอบด้วย betulin, lupeol, Beta-sitosterol, stigmasterol
ลำต้น : ประกอบด้วย lupeol
รส (รสทางยา) : รสจืด
ภูมิปัญาพื้นบ้าน: พญายอสำหรับรักษาอาการอักเสบเฉพาะที่ (ปวด บวม แดง ร้อน แต่ไม่มีไข้) จากแมลงสัตว์กัดต่อย และรักษาโรคเริม งูสวัด
วิธีการปรุงยา : การหมัก
ขนาดและวิธีการใช้: นำใบพญายอสด ๑๐-๑๕ใบ มาล้างให้สะอาด ตำให้ละเอียด ตักลงใส่ภาชนะสะอาด และเติมเหล้าขาวหรือแอลกอฮอล์พอท่วม ตั้งทิ้งไว้ ๑ สัปดาห์ หมั่นคนยาทุกวัน กรองน้ำยา นำมาทาบริเวณที่ปวดบวม หรือหากเป็นมาก ใช้กากพอกบริเวณที่เป็นได้
ยาเตรียมสำเร็จรูปในท้องตลาด: ครีมพญายอ

รายงานวิจัย

พฤกษเคมี

ใบ ประกอบด้วย lupeol, Beta-sitosterol
ราก ประกอบด้วย betulin, lupeol, Beta-sitosterol, stigmasterol
ลำต้น ประกอบด้วย lupeol

เภสัชวิทยา

ฤทธิ์ต้านการอักเสบ (anti - inflammatory)
- สารสกัดบิวทานอลจากใบพญายอ สามารถลดการบิดตัวของตัวหนู (anti-writhing) และเพิ่มการซึมผ่านของหนังหลอดเลือดเป็นสัดส่วนกับขนาดของสารสกัดที่ให้ โดยเมื่อให้สารสกัดดังกล่าวขนาด ๒๗๐ มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมของน้ำหนักตัว สามารถลดอาการบวมของข้อเท้าหนูขาวได้ เทียบเท่ากับแอสไพรินขนาด ๑๐๐ มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัว แต่ฤทธิ์ของสารสกัดนี้จะค่อย ๆ ลดลงและหมดฤทธิ์โดยสิ้นเชิงภายใน ๑ ปี สารที่ออกฤทธิ์ต้านอักเสบคือ flavonoid เมื่อป้อนสารสกัดดังกล่าวแก่หนูทดลอง พบว่า มีฤทธิ์คล้ายสเตียรอยด์ สามารถลดอาการอักเสบของถุงลมของหนูได้ แต่เมื่อทำการทดสอบการอักเสบแบบเรื้อรังโดยทาสารสกัดดังกล่าวที่ผิวหนังของหนูขาว พบว่าไม่สามารถลดอาการอักเสบของถุงลมของหนูขาว
- สารสกัดด้วยน้ำจากใบพญายอ ขนาด ๑๕ กรัมใบแห้งต่อกิโลกรัมของน้ำหนักตัว มีฤทธิ์ต้านการอักเสบอย่างมีนัยสำคัญ
ฤทธิ์ต้านเชื้อ Herpes simplex virus และ Varicella zoster virus (anti-viral activity)
- เมื่อศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดใบพญายอต่อเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคเริม (Herpes simplex virus Type-๒ ;HSV-๒) เปรียบเทียบกับยามาตรฐาน (Acyolovir) โดยวิธี Plague reduction assay พบว่า สารสกัดจากใบพญายอสามารถฆ่าเชื้อ HSV-๒ใน viro cell ซึ่งเพาะเลี้ยงในหลอดทดลอง โดยทำลายไวรัส HSV-๒ ภายนอกเซลล์โดยตรง ทำให้ไวรัสตาย ไม่สามารถเข้าไปเจริญเติบโตในเซลล์ได้ แต่ไม่มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ HSV-๒ ไม่ให้เข้าเซลล์และไม่สามารถยับยั้งการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัสในเซลล์ได้
- สารสกัดใบพญายอ สามารถฆ่าเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคอีสุกอีใส งูสวัด (Varicella zoster virus) ทั้งภายในและภายนอกเซลล์ คือยับยั้งไวรัสโดยตรง และยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไว้รัส
ข้อมูลทางคลินิก

- ผู้ป่วยโรคเริมบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ ที่ติดเชื้อครั้งแรกและติดเชื้อซ้ำ เมื่อรักษาโดยทาแผลของผู้ป่วยด้วยครีมพญายอ (๕%) เปรียบเทียบกับยามาตรฐาน Acyclovir และยาหลอก พบว่า แผลของผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยยาจากสารสกัดใบพญายอและ Acyclovir จะตกสะเก็ดภายในวันที่ ๓ และหายภายในวันที่ ๗ แสดงว่าครีมพญายอและครีม Acyclovir มีประสิทธิภาพในการรักษาผู้ป่วยโรคเริมบริเวณอวัยวะสืบพันธ์ให้หายได้เร็วพอกัน แต่ครีมพญายอไม่ทำให้เกิดอาการแสบ ระคายเคืองในขณะที่ครีม Acyclovir ทำให้แสบและราคาแพง

- ผู้ป่วยโรคงูสวัด เมื่อรักษาโดยทาแผลด้วยครีมพญายอ (๕%) วันละ ๕ ครั้งทุกวัน ปรากฏว่าแผลจะตกสะเก็ดภายใน ๑-๓ วัน และหายภายใน ๗-๑๐ วัน ในขณะที่ผู้ป่วยที่ได้รับยาหลอกแผลจะตกสะเก็ดภายใน ๔-๗ วัน และหายภายใน ๑๐-๑๔ วัน ผู้ป่วยกลุ่มที่รักษาด้วยครีมพญายอ จะมีระดับความเจ็บปวดลดลงรวดเร็วกว่ากลุ่มที่รักษาด้วยยาหลอก และ ไม่พบอาการข้างเคียงใด ๆ จากการใช้สารสกัดใบพญายอ
- การใช้ยาเตรียมจากใบพญายอในรูปของกลีเซอรีนและทิงเจอร์ ในการรักษาผู้ป่วยโรคเริมงูสวัด และแผลอักเสบในปาก ที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศธร์ พบว่า สามารถรักษาแผลและลดการอักเสบได้

พิษวิทยา
การทดสอบพิษเฉียบพลัน
ไม่พบอาการพิษใด ๆ เมื่อให้สารสกัดแอลกอฮอล์จากใบพญายอแก่หนูถีบจักร ขนาดสูงสุด ๑.๓ กรัม ต่อกิโลกรัมของน้ำหนักตัว หรือเทียบเท่าใบแห้ง ๕.๔๔ กรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัว ไม่ว่าจะให้ทางปาก ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง หรือฉีดเข้าช่อง

เมื่อให้สารสกัดบิวทานอลจากใบพญายอแก่หนูขาว พบว่าปริมาณสารสกัดที่ทำให้หนูตายครึ่งหนึ่ง (LD50) ที่ ๔๘ ชั่วโมง เมื่อให้ทางปากเท่ากับ ๑๓.๔,๑.๖กรัมต่อกิโลกรัมของน้ำหนักตัว เมื่อให้โดยฉีดเข้าช่องท้อง เท่ากับ๓.๔,๐.๑ กรัมต่อกิโลกรัมของน้ำหนักตัว และสารสกัดดังกล่าวยังทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารได้เมื่อให้ทางปาก แต่เกิดน้อยกว่าแอสไพรินเมื่อเปรียบเทียบในขนาดที่มีฤทธิ์ลดการอักเสบเท่ากัน และเมื่อให้สารสกัดทุกวันเป็นเวลา ๖ สัปดาห์ พบว่าไม่มีผลต่อการเจริญเติบโตของหนูขาว น้ำหนักต่อมไธมัสลดลง น้ำหนักตับเพิ่มขึ้น

การทดสอบพิษกึ่งเรื้อรัง

เมื่อป้อนสารสกัดแอลกอฮอล์จากใบพญายอ ขนาด ๐.๐๑, ๐.๑ และ ๑.๐ กรัมต่อกิโลกรัมของน้ำหนักตัว หรือเทียบเท่าใบแห้ง ๐.๐๔๒, ๐.๔๒ และ ๔.๑๘ กรัมต่อกิโลกรัมของน้ำหนักตัว เป็นเวลา ๙๐ วันแก่หนูขาว พบว่า การกินอาหารของกลุ่มที่ได้รับสารสกัดและกลุ่มควบคุมไม่แตกต่างกัน เกล็ดเลือดของหนูขาวที่ได้รับสารสกัด ๑ กรัมต่อกิโลกรัม ของน้ำหนักตัว จะสูงกว่ากลุ่มควบคุม และหนูขาวทุกกลุ่มที่ได้รับสารสกัด มีค่าครีอาตินินต่ำกว่ากลุ่มควบคุม ลักษณะของอวัยวะภายในและภายนอกไม่พบความผิดปกติ

เอกสารอ้างอิง:
กองวิจัยและพัฒนาสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. คู่มือ สมุนไพรเพื่อการสาธารณสุขมูลฐาน
แหล่งข้อมูลอ้างอิงและภาพ:
http://herbal.pharmacy.psu.ac.th/data/herbal/Clinacanthus-nutans.html
อ่าน: 2,573
  แจ้งลบ
ตอนนี้ ส่วนกระดานพูดคุยในเว็บไซด์สยามของเรา อยู่ระหว่างการปรับปรุงระบบให้ดีขึ้น จึงจำเป็นต้องปิดการโพสต์คำถามใหม่ไว้ชั่วคราว ต้องขออภัยในความไม่สะดวก
ขอขอบพระคุณ