เว็บไซด์  บทความ  กระทู้   
ภูมิภาคทั่วไป

จตุคาม..............

 
 
ทำไมคนเราขณะนี้ยังหลงไหลจตุคามรามเทพจนแยกแยะไม่ออกผมนับถืมศาสนาพุทธ ผมเชื่อในพระธรรมคำสอนที่อ้างว่า*เป็นคำสอน*ของพระพุทธเจ้า การเชื่อเป็นสิ่งที่ดี แต่การเชื่อต้องวิเคราะห์ว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่น่าเชื่อ พระพุทธเจ้าสอนให้เราเป็นคนดี มีวินัย อย่างน้องศีล5 ข้อถ้าเราปฎิบัติได้สัก 3 ข้อก็ได้ว่าเราเป็นคนดี แต่จตุคามที่คนกำลังหลงไหลว่ามีอภินิหาร ค้าขายดี หนังเหนียว ฟันแทงไม่เข้า ผมว่าจะเป็นการเข้าใจผิดหรือป่าว ไม่เฉพราะขุนพันธ์หรอกที่เหนียว มีเยอะไปที่อ้างว่าตัวเองเหนียว สุดท้ายตายเหมือนกัน จริงอยู่เรื่องหนังเหียวมีจริงในประเทศเราแต่นานมาแล้ว ขุนพันธ์เป็นหนึ่งในนั้น ท่านก็บอกแล้วว่าการที่จะทำให้หนังเหนียวนั้น เราต้องทำดีเท่านั้น ถ้ามีจตุคามแล้วทำตัวไม่ดีอะไรก็คุ้มครองไม่ได้ หลายท่านหารู้ไม่ว่าคนไหนก็ตามที่หนังเหนียวนั้นต้องผ่านการทดสอบจิตใจเป็นอันดับหนึ่ง หมายความว่าคนๆนั้นจะต้องเป็นคนดีไม่นำสิ่งที่เรียนไปนั้นไปทำในสิ่งที่ไม่ดี คนที่เรียนจะต้องสาบานต่อหน้าคมหอกคมดาบว่าจะไม่นำวิชานั้นใช้ในทางที่ไม่ดี ทางนำไปใช้ทางไม่ดีจะต้องตายด้วยคมหอกคมดาบ แต่ผมเคยเจอเมื่อผมตอนเป็นวัยรุ่น ผมได้ไปเที่ยวบ้านกระเหรี่ยงที่แม่ฮ่องสอน หลายครั้ง จนรู้จักรอาจารย์คนหนึ่งที่ในหมู่บ้านเกรงกลัวมาก เพราะหมอผีคนนี้ 1.หนังเหนียว 2.ทำคุณไสย์เก่ง และผมก็เชื่อว่าท่านนี้ทำได้จริงเพราะท่านไม่รับลูกศิษท่านบอกผมว่าอย่าเรียนไปเลยเพราะวิชานี้เป็นวิชาที่ร้อน ทำอะไรไม่เจริญในฐานะยากจนมากผมคิดดูแล้วก็น่าจะใช่เพราะท่านนอนกระท่อมเล็กๆเท่านั้น อีกประมาณสัก2ปีหลังจากนั้น ท่านก็ถูกคนทำร้ายจนตาย ชาวบ้านเล่าว่า คนร้ายตอนแรกใช้ปืนยิงๆไม่ออก ฟันไม่เข้า ต่อมาอีกไม่กี่วัน วิธีที่คนที่หนังเหนียวกลัวที่สุดท่านรู้ไหม แค่ตัดเอาทอนไม้รวกดำ (ภาคกลางเรียกว่าไม้อะไรผมไม่รู้) ตัดมาพอเหมาะมือเอาฟาดที่หัวอยู่ไม่ได้สักรายในที่สุดหมอผีคนนั้นก็ตายด้วยวิธีนี้(เขาเล่าให้ผมมาฟังหลังจากท่านตายไป ) วิธีที่จะทดสอบง่ายๆถ้ามีใครอ้างว่าตังเองเหนี่ยว เอาแค่อ้อยดำตัวแล้วฟากไปที่ใดก็ได้ในตัวคนนั้นรับลองได้เลยว่า เลือดไหลทุกราย อันนี้ผมบอกให้รู้เฉยๆเท่านั้นไม่ได้ให้ท่านใดนำไปทดลองนะเพราะอาจจะติดคุกได้ง่ายๆในความผิดทำร้ายร่างกาย

สิ่งที่ผมเล่ามานี้เพียงเพื่อให้ได้รุว่าจะหลงอะไรอย่าหลงมากจนเกินไปทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้าดีที่สุด

ปล.ฝากไปถึงคุณเย็นที่ชอบไปทำสมาธิหลายที่อย่าไปหลงตนคิดว่าตัวเองเหนียว ถ้ามีคนรู้วิธีที่ผมว่าเจ็บตัวฟรีนะ555555555555

1. อ้อยดำ 2.ไม้ลวกดำ ไม่มีอะไรทนต่อ 2สิ่งนี้เรื่องหนังเหนียวนะครับ

คนที่เผาไม่ไหม้แค่เอาอ้อยดำ สัก 2 รำโยนใส่ไม่มีเหลือ

อ่าน: 425
  แจ้งลบ
ตอนนี้ ส่วนกระดานพูดคุยในเว็บไซด์สยามของเรา อยู่ระหว่างการปรับปรุงระบบให้ดีขึ้น จึงจำเป็นต้องปิดการโพสต์คำถามใหม่ไว้ชั่วคราว ต้องขออภัยในความไม่สะดวก
ขอขอบพระคุณ
คำตอบที่: -1
เย็น
ตอบเมื่อ: 12-03-2550  11:13 น.
ผู้คนส่วนใหญ่ชอบหาที่เกาะ ที่ยึดเหนี่ยวทางใจกัน โดยแสวงหาจากทุกอย่างจากข้างนอก รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นรูปเคารพ เครื่องลางของขลัง ต้นไม้ ภูเขา ของแปลก ฯลฯ

เพราะอะไร?....เพราะเรากลัวสิ่งที่เราไม่รู้ ไม่เข้าใจ ภาษาธรรมเรียกว่า "โมหะ"คือ ความไม่รู้นั่นเอง

ถ้าเราปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เราจะเข้าใจว่า"เหตุ" ต่างๆอยู่ภายในตัวเราเองทั้งสิ้นแล...ดังนั้นเราจะเริ่มมองปัญหาถูกจุด ถูกที่ เริ่มมีความเห็นต่อทุกสิ่ง ทุกอย่างถูกต้องและตรงมากขึ้น เรียกว่า"วิชชาเกิด เพราะอวิชชาดับ...โมหะจางคลาย หายไป...มีความรู้ ความเห็นเป็นสัมมาทิฐิ...ความสงบเย็นปรากฏขึ้นเรื่อยๆๆ... จิตใจมั่นคงเป็นปกติ ไม่หวั่นไหว ต่ออนิจจังหรือความเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่ง หรือธรรมชาติที่มีอยู่รอบตัวทั่วไป....

"สัมมาทิฐิ" เป็นสภาวะธรรม ที่สำคัญมากที่สุดที่ผู้ปฏิบัติธรรมต้องเข้าให้ถึง

อย่าใช้ "ตรรกะ" แล้วคิดเอาเองว่า ตนเข้าใจใน "ธรรม"ได้อย่างลึกซึ้งถ่องแท้แล้ว

คนเรา หากสัมมาทิฐิไม่เกิด ก็เท่ากับเราดำเนินชีวิตบนความเห็น"ผิด" (มิจฉาทิฐิ) เมื่อเห็นผิดไปแล้ว เราก็หลงทาง แล้วเราจะทำสิ่งที่ถูกได้อย่างไร? ซ้ำร้าย เราเอาความเห็นผิดของเราเองนั่นแหละไปยัดเยียด ชี้สอนลูกหลาน เพื่อนพ้อง ผู้อื่นอีกต่างหาก....เป็นดั่งนี้ก็จักเห็นผิดกันไปทั้งขบวนนั่นแล....

(ก็อป xxx คาถาขจัดโมหะ ที่คุณป้าแจ๊วมาโพสต์ไว้ มาฝากกัน...อีกครั้ง)

"มนุษย์เป็นอันมาก เมื่อเกิดมีภัยคุกคามแล้ว ก็ถือเอาภูเขาบ้าง ป่าไม้บ้าง อาราม และรุกขเจดีย์บ้าง เป็นสรณะ; นั่น มิใช่สรณะอันเกษมเลย นั่น มิใช่สรณะอันสูงสุด,

เขาอาศัยสรณะ นั่นแล้ว ย่อมไม่พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้.

ส่วนผู้ใดถือเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะแล้ว, เห็นอริยสัจจ์คือ ความจริงอันประเสริฐสี่ ด้วยปัญญาอันชอบ; คือเห็นความทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความก้าวล่วงทุกข์เสียได้, และหนทางมีองค์แปดอันประเสริฐ เครื่องถึงความระงับทุกข์;

นั่นแหละ เป็นสรณะอันเกษม นั่น เป็นสรณะอันสูงสุด;

เขาอาศัยสรณะ นั่นแล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้....."

*การตื่นจากโมหะ คุณจะเห็นความแตกต่างของโลกอีกด้านหนึ่ง*

 แจ้งลบ
 
คำตอบที่: -1
เย็น
ตอบเมื่อ: 12-03-2550  08:02 น.
 แจ้งลบ
 
คำตอบที่: -1
เย็น
ตอบเมื่อ: 12-03-2550  07:59 น.
ขอบคุณที่ชมค่ะ

เคยฟังเทปเทศนาเรื่อง"ตายก่อนตาย" ของอาจารย์ท่านพุทธทาส ค่ะ

 แจ้งลบ
 
คำตอบที่: -1
cmm
ตอบเมื่อ: 11-03-2550  11:48 น.
ผมขอชมคุณเย็นจากใจจริงนะครับ คุณเป็นคนรุ่นใหม่ที่จิตใจที่ใสสอาด แสวงหาความสุขทางใจ รู้จักคำว่า *พอ*ถ้าผมเดาไม่ผิดนะ

1. พอใจในสิ่งที่ตนมี ไม่ให้ความสำคัญ กับความยาก

2.พอใจที่จะเป็นอิสละแห่งความคิด และนำธรรมนำหน้า

เพื่อกาลเวลาแห่งอนาคต จริงครับคนเราเดี่ยวนี้ไม่ค่อย

เตรียมพร้อมสำหรับตัวเอง ไม่ยอมรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับทุก

คนไม่มีใครสามารถเลี่ยงได้ คือความตาย

ผมเคยอ่านหนังของท่านพุทธาตุท่านเขียนได้ดีมาก

หนังสือ*ตายก่อนตาย*ผมชอบตรงที่ท่านเขียนว่าคนทุก

คนต้องตายก่อนตายถึงจะพบแห่งแสงธรรม ไม่ทราบว่าคุณ

เคยได่อ่านหรือยังครับ

 แจ้งลบ
 
คำตอบที่: -1
เย็น
ตอบเมื่อ: 10-03-2550  22:20 น.
แหมๆ!คุณซี...

ที่ไปปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ นั้นเพื่อนำมาวิจัย"ธรรม" ค่ะ เพื่อความเข้าใจสัจจะของชีวิตตามความเป็นจริงน่ะ ว่า ชีวิต จิตวิญญาณ ของมนุษย์ผู้หนึ่งนั้น แท้แล้วจะมีวัฏฏะอย่างไร...ทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และทางแห่งการดับทุกข์ เป็นอย่างไร กิเลสตัณหา โมหะโทสะ โลภะ ราคะ เกิดอย่างไร ดับอย่างไร นั่นต่างหากที่เป็นสาระสำคัญของการไปปฎิบัติธรรม แล้วนำมาใช้กับมีชีวิตอยู่เพื่อให้ทุกข์น้อยที่สุด

คนเราเมื่อเข้าใจเหตุแห่งทุกข์แล้ว..มันก็จะวางอะไรๆที่เคยยึด เคยหน่วง เคยอยากได้ มากขึ้น...ดังนั้นทุกข์หรือความบีบคั้นต่างๆมันก็ลดน้อยลงโดยอัตโนมัติ..

แค่นี้แหละค่ะ...ไม่อยากเหนียว ไม่อยากอมตะ อะไรหรอกค่ะ...ปลงสังขารหนออยู่ทุกวี่วันแหละ...เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย

เป็นความธรรมดา ทุกคนรู้แต่จะยอมรับได้ด้วยใจหรือจิตนั้น ก็มีทางเดียวคือปฎิบัติทางจิต น้อมจิตน้อมใจลงด้วยการทำสมาธิ เพื่อให้เกิดปัญญารับรู้ในสภาวะของชีวิตตามความเป็นจริงให้ชัดเจนยิ่งๆขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวันที่จะตาย ณวินาทีที่จะตาย อย่างไม่ทุรนทุรายด้วยความ"กลัว"

ดังนั้นคนที่อยากเหนียว อยากอยู่ยงคงกระพัน อยากเป็นอมตะ ก็คงจะ"กลัวที่จะตาย" ซึ่งมันฝืนกฏธรรมชาติในตัวเองเหลือคณา...ดังนั้น คนเหล่านี้ก็คงทุกข์มากๆกับการดิ้นรน แสวงหา ทำทุกอย่างที่จะฝืนกฎธรรมชาติ....แค่นี้ก็ไร้เหตุผลสิ้นดีแล้ว!

(ชื่อ"เย็น" นะคะ ไม่ได้ชื่อ "ร้อน" อิๆ...แต่ถึงวันนี้ก็ยังไม่"เย็น" เท่าที่ควร..อิๆ )

 แจ้งลบ