เว็บไซด์  บทความ  กระทู้   
ภูมิภาคทั่วไป

ประเพณีการแต่งงานภาคเหนือ

 
ประเพณีการแต่งงานภาคเหนือ

การแต่งงานของชาวพื้นเมืองเหนือ กำหนดพิธีแต่งงานกันในเดือนคู่ คือเมื่อออกพรรษาแล้ว โดยเฉพาะการแต่งงานของชาวพื้นเมืองลำพูน ซึ่งแต่เดิมมีการแต่งงานหลายประเภท กล่าวคือหญิงและชายที่จะได้เป็นสามีภรรยากัน มีอยู่ ๔ ประเภท คือ

ประเภทที่ ๑
สำหรับชั้นฐานะที่มียศถาบรรดาศักดิ์ หรือคนที่มีฐานะดีสักหน่อยกล่าวคือบิดามารดาข้างฝ่ายหญิงจะเป็นผู้เสาะหาเขยให้ลูกสาว ถ้าเห็นชายคนใดที่มีกิริยาวาจาเป็นคนดีและเป็นที่พออกพอใจแล้วก็จะถามลูกสาวของตัวว่าจะยกให้คนนั้นๆ จะเป็นที่พออกพอใจด้วยหรือไม่ ถ้าลูกสาวตอบว่าไม่พอใจก็เป็นอันงดไปถ้านิ่งหรือตอบว่าแล้วเเต่พ่อแม่ก็แล้วกัน ก็เป็นอันว่าบิดามารดาจะตบแต่งให้ เถ้าแก่ก็จะไปพูดจากับบิดามารดาข้างฝ่ายชายว่า มีความยินดีที่จะขอลูกชายของท่านเอาไปเลี้ยงเป็นลูกเขยจะเต็มใจหรือไม่ถ้าเต็มใจก็ให้ลูกชายไปเที่ยวที่บ้านผู้หญิง ถ้าบิดามารดาข้างฝ่ายชายพอใจ ก็ตอบว่าเรื่องนี้จะต้องถามลูกชายตัวดูเสียก่อน

๒-๓ วันต่อมา เถ้าแก่ฝ่ายเจ้าสาวก็จะไปฟังคำตอบถ้าลูกชายไม่ชอบบิดามารดาก็จะพูดตอบไปว่า ลูกชายยังเป็นเด็ก ยังไม่อยากได้ภรรยา หรือจะพูดแก้ขวยไปต่าง ๆ นานา อันเป็นทำนองว่าไม่ให้ฝ่ายเจ้าสาวกระดากหรืออาย แต่ให้รู้เป็นนัยๆว่ายังไม่ต้องการเป็นไมตรีด้วยทำนองนั้น แล้วเถ้าแก่ฝ่ายเจ้าสาวก็จะลากลับไป และก็เกิดความมึนตึงเข้าหน้ากันไม่สนิทเป็นวลานานทีเดียวระหว่างผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย

แต่ถ้าฝ่ายชายชอบก็ไม่มีปัญหาอะไร โดยวันต่อๆ ไปก็จะไปเที่ยวบ้านผู้หญิงเพื่อให้เกิดความคุ้นเคย และสนิทสนมกันขึ้นเรื่อยๆ จนกว่าจะรักใคร่กันอย่างแท้จริงและกำหนดงานแต่งงานกันต่อไป

ประเภทที่ ๒
คือฝ่ายหนุ่มไปพูดจาเกี้ยวพาราสี ตกลงกันกับฝ่ายหญิงว่าจะยอมอยู่ด้วยกันและจะแต่งงานกันบิดามารดาของฝ่ายหญิงเห็นดังนั้น จึงได้แต่งเถ้าแก่ให้คนไปพูดจากับบิดามารดาของฝ่ายชายอย่างทำนองเดียวกันกับประเภทที่ ๑ ดังกล่าวมาแล้ว

ประเภทที่ ๓
คือฝ่ายชายและฝ่ายหญิงได้พูดจาตกลงกันเรียบร้อยดีแล้ว ได้จัดแจงแต่งอยู่กินกันเองเป็นสามีภรรยากันอย่างเปิดเผยต่อไป

ประเภททึ่ ๔
คือฝ่ายชายได้แต่งให้ผู้หนึ่งผู้ใดไปขอหญิงต่อบิดามารดาหญิงทำนองเดียวกันกับประเพณีแต่งงานทั่วๆไป

สัญญาแต่งงาน เมื่อทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวได้ตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็จะมีการกองทุนกัน การกองทุนนั้นกองทุนได้เฉพาะแต่คนที่มีฐานะดี โดยกองทุนเป็นเงินสดหรือสิ่งของเท่าๆกัน และทำบริคณห์ต่อหน้าพยานด้วย ใน บริคณห์นั้น มีข้อสัญญาดังนี้คือ(ออกชื่อบิดามารดาทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง) ได้ยกทรัพย์สมบัติสิ่งนั้นๆให้แก่หญิงและชายคู่นั้น (ออกชื่อฝ่ายชายกับฝ่ายหญิง) ซึ่งจะอยู่กันเป็นสามีภรรยากันต่อไปเป็นสิทธิ์ขาด แม้ว่าทรัพย์สมบัติรายนั้นจำหน่ายจ่ายสิ้นไปเท่าไรก็ให้เป็นแล้วไป แต่ถ้ายังมีอยู่เท่าไรและทำมาหากินรวยได้กำไรมากน้อยเท่าไรก็ดีถ้าผู้หนึ่งผู้ใดถึงแก่กรรมลงไปบิดามารดาข้างฝ่ายผู้ที่ตายจะมาเอาทรัพย์สมบัติรายนั้นคืนไม่ได้ ต้องให้เป็นสิทธิ์แก่ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ทั้งสิ้น (เว้นแต่ตายทั้งสองคน)

ถ้าหากว่าสามีภรรยาคู่นั้นมีบุตรด้วยกัน ฝ่ายข้างหญิงหรือชายตายลงผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ จะมีสามีภรรยาใหม่แล้วบิดามารดาต้องแต่งงานให้ใหม่ และให้ทรัพย์สินใหม่เพราะถือว่าบิดามารดากลับมาเป็นอิสระใหม่ ส่วนทรัพย์ที่ให้ใช้ก่อนนั้นจะเอาใช้ในเรือนใหม่ (สามีใหม่) ไม่ได้ต้องยกให้เป็นสิทธิ์แก่ลูกซึ่งเกิดด้วยกันทั้งหมด นับว่าเป็นการยุติธรรมดีและถือเป็นวัฒนธรรมที่ดีงามอีกด้วย

ส่วนพิธีแต่งงานของชนชาวพื้นเมืองก็แบบง่ายๆ ก็มีค่าสินสอดทองหมั้นตามธรรมเนียม มีการทำขวัญ มีประเพณีเลี้ยงพระหรือไม่แล้วแต่เจ้าภาพจะกำหนด เมื่อทำพิธีรดน้ำคู่บ่าวสาวแล้วก็เชิญแขกเหรื่อและวงศาคณาญาติรับประทานอาหารร่วมกัน แล้วก็เป็นอันเสร็จพิธี

อนึ่ง มีพิธีแต่งงานของชาวพื้นเมืองจังหวัดแม่ฮ่องสอน แขกที่ไปร่วมงานเจ้าภาพก็ได้เลี้ยงน้ำชากาแฟและขนม "อาละหว่า" คือขนมแม่แกง และ “ขนมส่วยตามิน” คือข้าวเหนียวแดงลาดหน้าด้วยกะทิ เสร็จแล้วเจ้าบ่าวเจ้าสาวจะแจกกล้วยดิบ ๒ ลูก เกลือ ๑ ห่อ และน้ำอ้อย ๑ แผ่นให้แก่แขกที่มาในงาน ซึ่งเป็น “สัญลักษณ์” เหมือนหนึ่งว่า คู่บ่าวสาวให้สัญญาต่อแขกว่า ชีวิตสมรสของเขาจะหวานชื่นเหมือนน้ำอ้อย และจะคงถาวรเหมือนเกลือรักษาความเค็มฉันนั้น


ข้อมูล...หนังสือประเพณีพิธีมงคลสำคัญของไทย เรียบเรียงโดย กองวิชาการ ๐๙
ภาพ...ม่อนฝ้ายดอทคอม
อ่าน: 1,682
   แจ้งลบ
ตอนนี้ ส่วนกระดานพูดคุยในเว็บไซด์สยามของเรา อยู่ระหว่างการปรับปรุงระบบให้ดีขึ้น จึงจำเป็นต้องปิดการโพสต์คำถามใหม่ไว้ชั่วคราว ต้องขออภัยในความไม่สะดวก
ขอขอบพระคุณ