เว็บไซด์  บทความ  กระทู้   
ภูมิภาคทั่วไป

การเกิดขึ้นและดับไปของกรรม

 

พวกเราในฐานะพุทธศาสนิกชนผู้เคารพบูชาพระรัตนตรัยด้วยกันทั้งสิ้น เรามีความเข้าใจในเรื่องของกรรมกันอย่างถูกต้องเพียงใด?

ทุกวันนี้กระแสนิยมการประกอบพิธีกรรม และมีการถือวัตรปฏิบัติตนบนพื้นฐานความเชื่อที่แปร่งแปลกออกไป โดยไม่สนใจเนื้อหาหรือแก่นคำสอนของพระพุทธองค์

พระพุทธองค์ทรงแสดงและจำแนกเรื่องกรรมไว้อย่างไรบ้างนั้น เราควรสืบค้นให้ดีก่อนที่จะเชื่ออย่างงมงาย หลงไปไกลจาก "พุทธศาสน์"

อย่ากระนั้นเลย เพื่อมิให้เสียชื่อผู้นับถือพุทธศาสนา ศาสนาแห่งผู้ตื่นรู้, รู้คิดแยบยลโดยใช้ปัญญาเป็นบรรทัดฐาน

พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ว่า รากเหง้าของกรรม เกิดจากเหตุ ๓ ประการคือ
๑.คือโลภะ
๒.โทสะ
๓.โมหะ
(อ้างอิง...พระพุทธศาสนาจากพระโอษฐ์ นิพพานสูตร ติก. อํ. (๗๔๓))

กรรม หรือสิ่งที่บุคคลกระทำด้วย กาย วาจา ใจ เจือด้วย (มี) โลภะ โทสะ โมหะ สำเร็จด้วยเจตนานั่นแหล่ะคือ "กรรม"

การจะดับหรือตัดขาดจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมทั้งปวงได้นั้น คือนิโรธวิมุตติ และหนทางสู่นิโรธหรือปฏิปทาอันเป็นเครื่องให้ถึงความดับแห่งกรรมก็คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ
สัมมาทิฏฐิ ๑
สัมมาสังกัปปะ ๑
สัมมาวาจา ๑
สัมมากัมมันตะ ๑
สัมมาอาชีวะ ๑
สัมมาวายามะ ๑
สัมมาสติ ๑
สัมมาสมาธิ ๑

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า ปฏิปทาอันเป็นเครื่องให้ถึงความดับกรรม ฯ"  (อ้างอิง...พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๘ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค)

พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้เยี่ยงนี้เมื่อสองพันห้าร้อยห้าสิบสองปีมาแล้ว

...คนเรานั้นเมื่อได้ทำกรรมอันเป็นบาป หรือกรรมชั่วไว้แล้ว เขาผู้นั้นจะหนีรอดพ้นผลกรรมไปได้หรือไม่?...พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ดังนี้....

น อนฺตลิกฺเข น สมุทฺทมชฺเฌ
น นปพฺพตานํ วิวรํ ปวีสํ
น วิชฺชตี โส ชคติปฺปเทโส
ยตฺรฏฺฐิโต มุญฺเจยฺย ปาปกมฺมา.

บุคคลที่ทำกรรมชั่วไว้ หนีไปแล้วในอากาศ ก็ไม่พึงพ้นจากกรรมชั่วได้,
หนีไปในท่ามกลางมหาสมุทร ก็ไม่พึงพ้นจากกรรมชั่วได้,
หนีเข้าไปสู่ ซอกแห่งภูเขา ก็ไม่พึงพ้นจากกรรมชั่วได้,
(เพราะ) เขาอยู่แล้วในประเทศแห่งแผ่นดินใด พึงพ้นจากกรรมชั่วได้, ประเทศแห่งแผ่นดินนั้น หามีอยู่ไม่.
(ที่มา..อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ปาปวรรคที่ ๙)

สิ่งที่เราทำได้คือการใช้หลักธรรมเหล่านี้สำรวจตรวจตรา ว่าเราทั้งหลายเดินตามแนวครรลองธรรมนี้หรือยัง?
ไฉนวันนี้เราทั้งหลายจึงพากันกระเจิงไปประกอบพิธีกรรมพิสดารตามจิตตามใจตัวเอง นอกแนวทางคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้ากันอย่างไม่เกรงว่าจะกลายเป็นเดียรถีย์?

ขอฝากพระคาถาบทนี้ไว้เพื่อพิจารณา

(เขมาเขมสรณทีปิกคาถา แปลไทย)

"มนุษย์เป็นอันมาก เมื่อเกิดมีภัยคุกคามแล้ว ก็ถือเอาภูเขาบ้าง
ป่าไม้บ้าง อาราม และรุกขเจดีย์บ้าง เป็นสรณะ;
นั่น มิใช่สรณะอันเกษมเลย นั่น มิใช่สรณะอันสูงสุด,
เขาอาศัยสรณะ นั่นแล้ว ย่อมไม่พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้.
ส่วนผู้ใดถือเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะแล้ว,
เห็นอริยสัจจ์คือ ความจริงอันประเสริฐสี่ ด้วยปัญญาอันชอบ;
คือเห็นความทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความก้าวล่วงทุกข์เสียได้,
และหนทางมีองค์แปดอันประเสริฐ เครื่องถึงความระงับทุกข์;
นั่นแหละ เป็นสรณะอันเกษม นั่น เป็นสรณะอันสูงสุด;
เขาอาศัยสรณะ นั่นแล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้....."
(ที่มา...คู่มืออุบาสกอุบาสิกา ภาค๑-๒ สำนักสวนโมกขพลาราม ไชยา)

.........."ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีกรรมเป็นของๆ ตนเป็นผู้รับผลของกรรม เป็นผู้มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นพวกพ้อง มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ทำกรรมอันใดไว้ เป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม ย่อมเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมปริยายอันเป็นเหตุแห่งกระเสือกกระสนเป็นดังนี้แล ฯ

(คัดย่อจาก..พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๔  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖ อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต)

อ่าน: 418
   แจ้งลบ
ตอนนี้ ส่วนกระดานพูดคุยในเว็บไซด์สยามของเรา อยู่ระหว่างการปรับปรุงระบบให้ดีขึ้น จึงจำเป็นต้องปิดการโพสต์คำถามใหม่ไว้ชั่วคราว ต้องขออภัยในความไม่สะดวก
ขอขอบพระคุณ
คำตอบที่: -1
ศิตาลี
ตอบเมื่อ: 29-07-2552  22:49 น.
กรรม หมายถึงการกระทำที่ประกอบด้วยเจตนา คือทำด้วยความจงใจหรือจงใจทำ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม กิเลสเป็นเหตุให้ทำกรรม เมื่อทำกรรมก็ได้รับวิบากคือผลของกรรมนั้น อันเป็นปัจจัยให้เกิดกิเลสแล้วทำกรรมหมุนเวียนต่อไปอีก จำแนกกรรมตามคุณภาพ หรือตามธรรมที่เป็นมูลเหตุ มี ๒ คือ ๑. อกุศลกรรม กรรมที่เป็นอกุศล กรรมชั่ว คือเกิดจากอกุศลมูล ๒. กุศลกรรม กรรมที่เป็นกุศล กรรมดี คือเกิดจากกุศลมูล (คัดย่อรวบรวมจาก...พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต))
กรรม ๔ ประการกับความสิ้นกรรม [๒๓๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กรรม ๔ ประการนี้ เรากระทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วประกาศให้ทราบ ๔ ประการเป็นไฉน กรรมดำมีวิบากดำก็มี กรรมขาวมีวิบากขาวก็มี กรรมทั้งดำทั้งขาวมีวิบากทั้งดำทั้งขาวก็มี กรรมไม่ดำไม่ขาวมีวิบากไม่ดำไม่ขาว ย่อมเป็นไปเพื่อสิ้นกรรมก็มี ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กรรมดำมีวิบากดำเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ย่อมปรุงแต่งกายสังขาร อันมีความเบียดเบียน ฯลฯ นี้เราเรียกว่ากรรมดำมีวิบากดำ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กรรมขาวมีวิบากขาวเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมปรุงแต่งกายสังขารอันไม่มีความเบียดเบียน ฯลฯ นี้เราเรียกว่ากรรมขาวมีวิบากขาว ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กรรมทั้งดำทั้งขาว มีวิบากทั้งดำทั้งขาวเป็นไฉนบุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมปรุงแต่งกายสังขารอันมีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง ฯลฯ นี้เราเรียกว่ากรรมทั้งดำทั้งขาว มีวิบากทั้งดำทั้งขาว ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กรรมไม่ดำไม่ขาว มีวิบากไม่ดำไม่ขาว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นกรรมเป็นไฉน... สติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ นี้เราเรียกว่ากรรมไม่ดำไม่ขาว มีวิบากไม่ดำไม่ขาว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๓ อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต
ธรรมที่เกื้อหนุนแก่อริยมรรค มี ๓๗ ประการ เรียกว่า โพธิปักขิยธรรม (ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้,)คือ... สติปัฏฐาน ๔, สัมมัปปธาน ๔, อิทธิบาท ๔, อินทรีย์ ๕, พละ ๕, โพชฌงค์ ๗, และอริยมรรคมีองค์ ๘ พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
 แจ้งลบ