เว็บไซด์  บทความ  กระทู้   
ภูมิภาคทั่วไป

กัณฑ์ที่ ๙ เทศนาเสือป่า..พระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว

 



พระราชปรารภของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว
(คัดจากบทพระราชนิพนธ์ กัณฑ์ที่ ๙ เทศนาเสือป่า)



"เมื่อได้กล่าวถึงความจำเป็นที่เราทั้งหลาย ผู้เป็นคนไทยจะต้องช่วยกันป้องกันรักษาพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืน ก็ควรจะพิจารณาดูว่า วิธีจะรักษานั้นควรทำอย่างไรต่อไป

กิจที่ ๑. ซึ่งชาวเราควรต้องพิจารณา คือการปฏิบัติของเราทั้งหลายต่อพระภิกษุสงฆ์ ไม่ว่าศาสนาใดจะยั่งยืนอยู่ได้ก็ต้องอาศัยบุคคลจำพวกหนึ่ง ซึ่งมีหน้าที่เป็นผู้ทรงธรรมวินัยและสั่งสอนให้กุลบุตรทราบต่อไป จะเรียกภิกษุก็ตาม บาทหลวงก็ตามหะยีก็ตาม

บุคคลผู้มีหน้าที่สั่งสอนคนให้ประพฤติดี ย่อมมีหน้าที่ต้องประพฤติดีอยู่เป็นนิตย์ จึงจะเป็นที่เลื่อมใสและเชื่อถือแห่งผู้เป็นศิษย์ ถ้าจะสอนไปแต่ปาก ส่วนตัวผู้สอนไม่ประพฤติให้ตรงตามคำสอนของตนเองด้วยแล้ว ก็ทำให้ผู้เป็นศิษย์ขาดความนิยมนับถือในคำสั่งสอน ข้อนี้เป็นข้อสำคัญอันหนึ่ง ซึ่งผู้มีสติปัญญาได้แลเห็น
และกล่าวมานานแล้ว และเป็นความจริงอันจะเถียงไม่ได้เลย ไม่ต้องดูอื่นไกลนึกดูแต่ถึงคนในบ้านใดบ้านหนึ่งก็ได้ ถ้าบ้านไหนนายผู้ครองบ้านเป็นผู้ที่ประพฤติอยู่ในปรกติ บรรดาครอบครัวและบ่าวไพร่ในบ้านนั้น ก็คงจะเป็นคนดีโดยมาก แต่ถ้าในบ้านไหน นายผู้ครองบ้านเป็นนักเลง บรรดาครอบครัวและผู้คนในบ้านนั้นก็คงจะพลอยประพฤติเป็นนักเลงไปโดยมาก

ด้วยเหตุฉะนี้จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่พระภิกษุผู้มีหน้าที่ประกาศพระบรมพุทโธวาทจะต้องตั้งอยู่ในสัมมาปฏิบัติ โดยอาการอันเคร่งครัดจริงใจ แต่ที่จริงพระภิกษุซึ่งครองกาสาวพัสตร์อยู่ในเวลานี้ มีที่ปฏิบัติทรามอยู่นั้นเป็นอันมาก จึงเป็นที่น่าเสียใจ

การที่ผู้ประพฤติบกพร่องยังมีอยู่ได้ในหมู่ภิกษุสงฆ์นั้น ถ้าจะว่าไปแล้วต้องกล่าวว่าแท้จริงความผิดอยู่กับพวกเราทั้งหลายผู้เป็นคฤหัสถ์ ทั้งนี้เป็นมาแล้วต่อเนื่องแต่โบราณกาลเป็นเพราะเหตุใด? จะขออธิบายให้ท่านทั้งหลายฟังตามความสันนิษฐานโดยสังเขป

ในชั้นต้น ผู้ที่จะอุปสมบทในพระพุทธศาสนาต้องเป็นผู้มีความเลื่อมใสโดยแท้จริง มีความตั้งใจว่าจะยอมละโลก คือละเคหสถานบ้านช่องและสมบัติทั้งปวง ตัดห่วงใยในบรรดาสิ่งซึ่งเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวใจไว้กับบ้าน เพื่อจะได้มุ่งทำประโยชน์ให้แก่ฝูงชนโดยการสั่งสอนให้รู้จักหนทางปฏิบัติชอบ

ผู้ที่ละบ้านและสมบัติเพื่อออกไปอุปสมบทในพระพุทธศาสนาเช่นนี้ ตามภาษาทางวัดเรียกว่า บำเพ็ญเนกขัมบารมี หรือเรียกตามภาษาสันสกฤตว่าเนษกรมณ์

การตัดความห่วงใยในสิ่งทั้งปวง ซึ่งชนโดยมากเห็นอยู่ว่าเป็นของพึงปรารถนาและเป็นเครื่องบำรุงความสุขเช่นนั้น ใคร ๆ ก็ย่อมเห็นว่าเป็นการยากที่จะทำได้ เพราะฉะนั้นจึงพากันรู้สึกว่าผู้ใดที่ทำได้เช่นนั้นต้องนับว่าเป็นคนอัศจรรย์ผิดกับชนทั่วไป เพราะผู้ที่มีความกล้าหาญบากบั่นข่มจิตของตนให้ฝืนสิ่งซึ่งเป็นสามัญลักษณะ คือความเป็นอยู่ตามปรกติแห่งชนทั้งหลายนั้นได้ เพื่อมุ่งจะทำประโยชน์ให้แก่เพื่อนมนุษย์ โดยการสั่งสอนให้ประพฤติเป็นธรรม ไม่เบียดเบียนกัน ให้ได้อยู่ด้วยกันโดยผาสุขเพราะไม่คิดร้ายแก่กัน

ผู้ที่ยอมละสิ่งที่คนโดยมากย่อมเป็นห่วงและนิยมอยู่ เพื่อกระทำหน้าที่สั่งสอนเพื่อนมนุษย์เช่นนี้ จึงเป็นผู้สมควรได้รับความเคารพนับถือแห่งคนอื่นซึ่งไม่สามารถจะข่มจิตให้น้อมไปในทางเนกขัมเช่นนั้นได้ นี้เป็นสาเหตุให้คนเราเคารพนับถือพระภิกษุสงฆ์

นอกจากนับถือแล้ว ยังมีความรู้สึกอีกอย่างหนึ่ง คือรู้สึกว่าผู้ที่ออกไปอุปสมบทเป็นพระภิกษุแล้วนั้น ถึงแม้จะได้สละความห่วงใยในการบริโภคทั้งปวงแล้วก็จริง แต่อาหารก็ยังคงต้องกินอยู่เพื่อบำรุงชีวิตและร่างกายให้ดำรงคงอยู่ ยังต้องการเครื่องนุ่งห่มเพื่อกันความร้อน ความเย็นที่จะมากระทบกาย และกันริ้นยุงและสัตว์
เล็กที่จะเจาะกัดให้รำคาญ ยังต้องมีที่พอพักอาศัยกันความร้อนหนาวกันแดดกันลมและฝน กับยังต้องการหยูกยาอันต้องใช้เพื่อป้องกันหรือเยียวยารักษาความไข้ในร่างกาย สิ่งซึ่งจำเป็นทั้งสี่อย่างนี้ ภิกษุจะเที่ยวหาโดยใช้ทุนทรัพย์ซื้อหา หรือแลกเปลี่ยนอย่างเช่นสามัญชนนั้นหาได้ไม่เพราะได้สละบรรดาทรัพย์สมบัติเสีย
สิ้นแล้ว จึงเป็นหน้าที่ของผู้เป็นคฤหัสถ์จะต้องจัดหาให้แก่พระภิกษุด้วยน้ำใจอันศรัทธา เป็นการตอบแทนความชอบของพระภิกษุสงฆ์ผู้ที่ให้ธรรมทานนั้น ด้วยสิ่งของที่คฤหัสถ์มีอยู่แล้ว หรือซึ่งอาจจะจัดหามาให้ด้วยกำลังทุนทรัพย์

การให้ของทั้งสี่อันกล่าวแล้วนั้นจึงนับว่าเป็นการทำบุญอย่างดี เหมือนช่วยทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้ถาวรวัฒนาอยู่ เพราะเมื่อบำรุงพระภิกษุผู้มีหน้าที่จะต้องรักษาพระศาสนาไว้และประกาศสั่งสอนให้แก่เราเช่นนั้น พระภิกษุก็จะได้มีกำลังพอที่จะดำรงพระศาสนาเอาไว้ได้

การเคารพพระภิกษุก็ดี หรือการบำรุงด้วยปัจจัยทั้งสี่ก็ดีนับว่าเป็นความประพฤติอันดีในส่วนคฤหัสถ์ จัดเป็นกุศลกรรมอันประเสริฐได้ส่วนหนึ่ง บรรดาผู้หลักผู้ใหญ่จึงสั่งสอนลูกหลานให้ปฏิบัติต่อกันมาหลายชั่วคน แต่ผลอันมีมานั้นก็มีทั้งดีและเสีย ทางดีคือเป็นการบำรุงพระศาสนาดังกล่าวมาแล้ว ส่วนทางเสียนั้นได้บังเกิดตามมาด้วย คือคฤหัสถ์ผู้เคารพนบนอบและบำรุงผู้ที่บวชด้วยปัจจัยสี่นั้น มิได้เลือกบุคคลที่ควรเคารพ หรือมิควรถือว่าสักแต่นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์แล้วก็เคารพ และบำรุงเสมอกันหมด

การเคารพและบำรุงโดยมิได้เลือกเช่นนี้ย่อมเป็นสาเหตุให้เกิดผลร้าย คือเกิดมีคนที่เกียจคร้านเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา โดยรู้สึกว่าหากินได้ง่ายกว่าการเป็นฆราวาส เพราะไม่ต้องทำอะไรนอกจากโกนหัวและนุ่งผ้าเหลืองเท่านั้น แล้วก็ได้ความเคารพนบนอบ ได้มีข้าวกินอิ่มท้องได้มีเครื่องนุ่งห่ม ได้มีเรือนพักอาศัย
ได้มีหยูกยาพอที่จะรักษาโรคภัยไข้เจ็บ

คนที่เข้าไปบวชเพราะเกียจคร้านเกินไปที่จะเป็นคฤหัสถ์เช่นนี้ มีเป็นอันมาก เพราะคฤหัสถ์โดยมากมักบำรุงเท่ากับผู้มีความตั้งใจดีแท้จริง ที่มุ่งบำเพ็ญเนกขัมบารมีแท้จริง ศาสนาจึงกลายเป็นที่อาศัยของผู้ที่ปรารถนาเอาเปรียบแก่เพื่อนมนุษย์ โดยรับการบำรุงจากเพื่อนมนุษย์แต่ฝ่ายเดียว ตนไม่ต้องขวนขวายออกกำลังกาย หรือความคิดเพื่อทำประโยชน์ตอบแทนเลย

นอกจากคนเกียจคร้านแล้ว ยังมีคนร้ายกว่าอีกจำพวกหนึ่ง คือพวกที่แท้จริงมีใจทุจริต คิดหากินโดยทางฉ้อโกงหรือแม้โขมยเพื่อนบ้าน ซึ่งถ้าแม้จะทำการทุจริตในขณะที่เป็นคนธรรมดาอยู่ก็ไม่ถนัด จึงเอาผ้ากาสาวพัสตร์หุ้มห่อตัวเพื่อปลอมตัวเป็นพระภิกษุซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วไป แล้วทำอาการทุจริตต่าง ๆ ได้สะดวก โดยอาศัยความนิยมนับถือแห่งชนทั้งหลายอันมีอยู่ในผู้ทรงผ้ากาสาวพัสตร์

คนจำพวกนี้แท้จริงควรจะนับว่าเป็นคนร้ายอย่างฉกรรจ์ เพราะนอกจากเป็นคนลักเพศแล้ว ยังจัดได้ว่าเป็นผู้ทำลายพระศาสนาให้คนคลายความนิยมในพระภิกษุซึ่งปฏิบัติดีนั้นไปด้วย ทั้งเป็นผู้เปิดช่องให้ผู้อื่นซึ่งมิได้ถือพระพุทธศาสนาได้มีโอกาสพูดจาแคะไค้ติเตียนพระพุทธศาสนาของเราได้ถนัด ทำให้เป็นที่เสื่อม
เสียทั่วไปไม่จำเพาะแต่ในส่วนพระพุทธศาสนา ทั้งยังเป็นที่เสื่อมเสียเกียรติยศแห่งคนไทยที่นิยมเคารพนับถือและทำนุบำรุง

คนที่ประพฤติชั่วหลอกลวงโลกเช่นนี้แท้จริงพวกที่โขมยเพศเอาผ้าเหลืองไปเป็นเครื่องห่มกันตัว และปกปิดความชั่วเช่นกล่าวแล้วนั้น ควรนับว่าเป็นผู้ร้ายอย่างชั่วช้าหาควรที่จะกรุณาปราณีอย่างใดไม่ เพราะเป็นผู้ที่มิได้ทำคุณประโยชน์แต่อย่างใด คงมีแต่โทษร้ายเท่านั้น

เพราะฉะนั้น คฤหัสถ์ที่หลงบำรุงคนพวกนี้ ก็เหมือนอุดหนุนโจรให้ปล้นพระศาสนา และอุดหนุนผู้ร้ายให้ทำลายเกียรติคุณของชาติ

เมื่อแลเห็นโทษแห่งการบำรุงคนห่มเหลืองโดยไม่เลือกหน้าเช่นนี้แล้ว จึงจำจะต้องกล่าวว่าแท้จริงการที่ผู้ประพฤติบกพร่องในหน้าที่แห่งภิกษุคงมีอยู่ได้นั้น ต้องนับว่าเป็นความผิดของเราทั้งหลาย ผู้เป็นคฤหัสถ์

ส่วนยาที่จะแก้นั้นแท้จริงเราทั้งหลายมีอยู่ในมือเราเองแล้ว แต่หากไม่ใช้ยานั้นเท่านั้น

ยาที่กล่าวนี้คือการเลือกเคารพ เลือกบำรุงแต่ผู้ที่ควรเคารพและบำรุง กล่าวคือเคารพและบำรุงแต่จำเพาะพระภิกษุผู้ปฏิบัติควรแก่หน้าที่แห่งพระภิกษุ ตามที่สมเด็จพระบรมศาสดาจารย์ของเราทั้งหลายได้ทรงตั้งพระหฤทัยไว้ให้กระทำ กล่าวคือ

๑. เป็นผู้ที่ได้ตั้งใจในทางเนกขัม ละฆราวาสนิสัย ทิ้งบ้านเรือนและสมบัติ เพื่อจะได้ทำประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์

๒.เป็นผู้ตั้งใจอุตส่าห์เล่าเรียนพระะรรมวินัย เพื่อให้ยืนยงคงอยู่ได้ มิให้เสื่อมทราม

๓.เป็นผู้สั่งสอนชักชูงใจประชาชน ให้ประพฤติสัมมาจารี ตั้งอยู่ในศีลธรรม รักษาความสุจริต ละเว้นทุจริต เพื่อจะได้ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน

๔.เป็นผู้ประพฤติตนดีงาม เป็นตัวอย่างแก่สามัญชน

๕.เป็นผู้ที่ไม่เอาเปรียบเพื่อนบ้าน ไม่ใช่คอยแต่นั่งรับความบำรุงเปล่า ๆ แล้วไม่ทำประโยชน์ตอบแทนเขา

ผู้ที่ประพฤติพร้อมด้วยองค์ห้าเช่นนี้ จึงจะเป้นผู้สมควรได้รับความเคารพนับถือ และการทำนุบำรุงจากเราทั้งหลายผู้เป็นอุบาสก และถ้าเราทั้งหลายพร้อมใจกันตั้งใจเสียว่าถ้าใครไม่มีลักษณะบริบูรณ์ทั้งห้าสถาน คือไม่เป็นพระภิกษุอย่างเคร่งครัด ดีจริง ๆ แล้วจะไม่ได้รับความเคารพ หรือการทำนุบำรุงจากเราทั้งหลาย

ฉะนี้เชื่อว่าคงจะเป็นประโยชน์แก่พระศาสนาเป็นอันมาก ส่วนคนจำพวกที่เข้าไปบวชอยู่เพราะเกียจคร้านนั้น เมื่อรู้สึกว่าการที่เป็นพระภิกษุก็จะต้องมีงานทำหนักอยู่บ้างแล้ว ก็จะต้องเลือกเอาในสองอย่าง คือต้องพยายามขยันทำหน้าที่แห่งพระภิกษุ หรือเมื่อไม่สามารถจะทำหน้าที่แห่งพระภิกษุให้บริบูรณ์ได้ก็จะได้สึก
ไปเสีย

ส่วนพวกที่เอาผ้าเหลืองห่อกายเป็นเครื่องกำบังเพื่อหากินโดยทางทุจริตนั้น เมื่อรู้สึกว่าการนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์อย่างเดียวไม่เป็นเครื่องคุ้มตัวได้แล้ว ก็จะได้หลีกเลี่ยงไปให้พ้นหมู่ซึ่งตนเข้าไปปลอมตัวอยู่

ที่แหล่ะเป็นกิจที่หนึ่ง ซึ่งชาวเราผู้ถือพระพุทธศาสนาควรจะกระทำ เพื่อรักษาพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนต่อไป และถ้าเราทั้งหลายนัดกันทำเช่นเดียวกันให้หมด ในไม่ช้าคงจะได้เห้ฯผลอันดีเป็นแน่แท้

หมายเหตุ*** บทความนี้คัดมาจากพระราชนิพนธ์เทศนาเสือป่า กัณฑ์ที่ ๙ ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแสดง ณ วันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๔๕๗ พระราชนิพนธ์บทนี้ไม่ค่อยมีผู้นำออกเผยแพร่ เพราะเกรงกันว่าจะกระทบกระเทือนพวกนักบวช การกลัวกันเช่นนี้เป็นการเห็นแก่ตัว โดยยอมให้สถานะ
การณ์ด้านศาสนาทรุดโทรมลงไปทุกที ๆ ขนาดนักบวชกล้าทำผิดอย่างที่ชาวบ้านเขาทำกันแล้ว ถ้าปล่อยกันอย่างนี้ไม่มีการเตือนสติกันเสียบ้าง สงฆ์ก็จะกลายเป็นสถาบันที่ล้าหลังที่สุดในเมืองไทย...)


ที่มา...ตำราดูพระและวินัยของภิกษุ
คำแปลจากหนังสือขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ ของท่านพุทธทาสภิกขุ
ภาพ..อินเตอร์เน็ต

อ่าน: 1,058
   แจ้งลบ
ตอนนี้ ส่วนกระดานพูดคุยในเว็บไซด์สยามของเรา อยู่ระหว่างการปรับปรุงระบบให้ดีขึ้น จึงจำเป็นต้องปิดการโพสต์คำถามใหม่ไว้ชั่วคราว ต้องขออภัยในความไม่สะดวก
ขอขอบพระคุณ