เว็บไซด์  บทความ  กระทู้   
ภูมิภาคทั่วไป

มะกะโท

 

รามัญผู้เด็ดดอกฟ้า

"โหราจารย์จึงทำนายนิมิตว่า..มะกะโทจะได้เป็นเจ้าบ้านผ่านเมืองใหญ่โต..."

ในชุมนุมพงศาวดารเรื่องพระร่วงนั้น ยังมีเรื่องของมอญหนุ่มที่น่าสนใจอีกผู้หนึ่ง นาม มะกะโท เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร มีหน้าทีปัดกวาด ชำระโรงช้าง แต่ฉลาดปราดเปรื่อง และมีวาสนาสูงส่ง จนเด็ดดอกฟ้า พาพระราชธิดาของพระร่วงหนีไป ตั้งตัวเป็นกษัตริย์ในเมืองมอญ

มะกะโทเป็นบุตรชาวบ้านธรรมดา อยู่ที่ตำบลตะเกาะวุ่น แขวงเมืองเมาะตะมะ ในรามัญประเทศ ได้เข้ามาค้าขายอยู่ในเมืองสุโขทัย และมีคุณสมบัติเด่นอยู่ ๓ ประการ คือ มีรูปโฉมลักษณะดี เป็นที่รักใคร่ของชนทั่วไป มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด และมีความกตัญญูกตเวที รู้คุณคน

วันหนึ่งมะกะโทกับข้าทาสบริวารประมาณ ๓๐ คน ได้หาบสิ่งของไปขาย ครั้นมาถึงเชิงเขานวรัตนคีรี บริวารคนหนึ่งเกิดป่วย มะกะโทจึงให้ช่วยกันหามบริวารคนนั้นขึ้นไปรักษาตัวบนเขา ในเวลานั้นก็ไม่ใช่ฤดูฝน แต่เกิดฝนตกฟ้าร้อง และอสุนีบาตได้ผ่าลงมาถูกปลายไม้คานของมะกะโท แตกแสงออกไป แต่ไม่มีผู้ใดได้รับอันตราย เมื่อมะกะโทแหงนมองขึ้นไปดูบนท้องฟ้า ก็เห็นท้องฟ้าเป็นปราสาทราชมณเฑียร ประดับด้วยราชวัตรฉัตรธง ทำโห้มะกะโทประหลาดใจ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นนิมตดีร้ายประการใด

ครั้นเดินทางต่อไปพักที่ตำบลหนึ่ง มะกะโทจึงถามหาโหราจารย์ที่ชาวบ้านนับถือ แล้วไปกราบขอให้ช่วยทำนายนิมิตที่ได้เห็น โหราจารย์เฒ่าก็รู้ว่าชายหนุ่มผู้นี้เป็นคนมีบุญวาสนา จะได้เป็นใหญ่เป็นโตในวันหน้า จึงบอกกับมะกะโทว่า นิมิตที่ได้เห็นนั้นเป็นสิริสวัสดิ์มงคลใหญ่หลวงยิ่งนัก ท่านจงนำเงินทองมากองให้สูงเสมอเท่าจอมปลวก เป็นการคำนับบูชาครูเราก่อน จึงจะทำนายให้

มะกะโทก็คิดว่า สิ่งของสินค้าที่นำมาขายครั้งนี้ ถึงจะขายหมดแล้ว ทั้งทุนและกำไรก็ยังได้เงินไม่สูงเท่าจอมปลวก แต่ทำอย่างไรจึงจะได้เงินทองมาให้สูงเสมอเท่าจอมปลวกได้เล่า เมื่อใช้ปัญญาไตร่ตรองไปมาแล้ว มะกะโทก็ถอดแหวนที่นิ้วมือนำไปวางไว้เหนือจอมปลวก บอกโหราจารย์ว่า ได้บูชาคำนับครูของท่านด้วยทองเสมอเท่าจอมปลวกแล้ว ท่านได้เมตตาทำนายนิมิตให้ข้าพเจ้าเถิด

โหราจารย์เห็นดังนั้นก็คิดว่า บุรุษหนุ่มผู้นี้เป็นคนมีปัญญาเฉียบแหลม สืบไปเบื้องหน้าจะได้เป็นหนุ่มแน่ จึงทำนายนิมิตว่าในเวลาไม่ช้าไม่นานนี้ มะกะโทจะได้เป็นเจ้าบ้านผ่านเมืองใหญ่โต มีอานุภาพมาก ฉะนั้นท่านอย่าได้ทำมาค้าขายอยู่เลย จงอุตส่าทำราชการเถิด จะได้เป็นใหญ่มียศศักดิ์รุ่งเรือง มะกะโทกับบริวารทั้งหลายได้ฟังดังนั้นก็ดีใจ ลงกราบไหว้ ขอบพระคุณโหราจารย์

ครั้นขายของเที่ยวนั้นหมดแล้ว มะกะโทก็พาบริวารไปฝากไว้กับบ้านคนรู้จักชอบพอกัน ส่วนตัวนั้นหาช่องเข้าทำราชการ จนได้ฝากตัวกับ นายช้างพระที่นั่งโรงใน ซึ่งเป็นมงคลคเชนทร์ตัวโปรดของสมเด็จพระร่วงเจ้า ช่วยดูแลรักษาเก็บกวาดมูลช้างล้างโรงให้สะอาด นายช้างก็มีความเมตตารักใคร่มะกะโท เรียกใช้สอยอยู่ทุกวัน

สมเด็จพระร่วงเจ้าเสด็จไปที่โรงช้างนั้นเป็นประจำ ทรงแปลกพระทัยที่เห็นโรงช้างสะอาดเรียบร้อย ผิดกว่าแต่ก่อน จึงรับสั่งถามนายช้าง ได้ความว่ามีมอญน้อยคนหนึ่งมาขออาศัย ช่วยปัดกวาดทำความสะอาด พระร่วงจึงรับสั่งให้นายช้างเลี้ยงมอญน้อยผู้นี้ให้ดีเถิด

อยู่มาวันหนึ่ง พระร่วงเสด็จโรงช้าง ประทับพระที่นั่ง ใกล้ช่องพระแกล โผล่พระพักตร์ออกไปบ้วนพระโอษฐ์ก็เห็นเบี้ยอันหนึ่งตกอยู่ จึงตรัสเรียกมะกะโท ว่ามอญน้อยจงมาดูเบี้ยนี้ มะกะโทคลานเข้าไปปถวายบังคมแล้วเก็บเยี้ยนั้นไว้ มีความดีใจว่าได้พระราชทานเบี้ยจึงหมอบเฝ้าอยู่หน้าพระที่นั่งจนเสด็จกลับ

มะกะโทคิดไตร่ตรองว่า จะนำเบี้ยพระราชทานนี้ไปทำประการใด ในที่สุดก็เห็นว่าควรจะนำไปซื้อเมล็ดพันธุ์ผักกาดมาปลูกไว้ แต่เมื่อนำเบี้ยไปที่ตลาด แม่ค้าก็บอกว่าเบี้ยเดียวไม่รู้ว่าจะขายให้ได้อย่างไร มะกะโทจึงว่าขอเพียงจิ้มนิ้วลงไป เมล็ดผักติดมาแค่ไหนก็แค่นั้น เมื่อแม่ค้ายอม มะกะโทจึงเอานิ้วจุ่มน้ำลายในปากก่อนที่จะจุ่มลงในกระบุง จึงมีเมล็ดพันธุ์ผักติดขึ้นมาไม่น้อย แม่ค้าเห็นดังนั้นก็ชมว่ามอญน้อยผู้นี้ฉลาดเฉียบแหลมดี

มะกะโทจึงขุดดินยกแปลงขึ้นข้างโรงช้าง เอามูลช้างผสมลงเป็นปุ๋ย เอาเมล็ดพันธุ์ผักติดนิ้วปลูกลงไป ไม่ช้าผักก็ขึ้นงอกงาม ครั้นพระร่วงเสด็จมาโรงช้าง มะกะโทจึงถอนผักถวาย มีรับสั่งถามว่ามอญน้อยได้ผักมาอย่างไร มะกะโทก็ทูลตามความเป็นจริงที่ได้เบี้ยพระราชทานไปซื้อเมล็ดพันธุ์ผักมาปลูก พระร่วงเจ้าทรงฟังก็สรรเสริญว่า มอญน้อยนี้ปัญญาเฉียบแหลม สมควรจะเลี้ยงไว้ จึงขอตัวมะกะโทจากนายช้างเข้าไปรับราชการเป็นพวกวิเสทเครื่องต้นในพระราชวัง

ต่อมามะกะโททำความดีความชอบ จนได้รับโปรดเกล้าฯเลื่อนขึ้นเป็นกรมวัง แต่ในพงศาวดารฝ่ายรามัญกล่าวว่า สมเด็จพระร่วงเจ้าโปรดเกล้าฯเลื่อนมะกะโทขึ้นเป็นขุนวัง มีตำแหน่งในกรมวังนั้น

ครั้นอยู่มาเกิดกบฎขึ้นในหัวเมืองชายแดน สมเด็จพระร่วงเจ้าเสด็จกรีธาทัพออกไปปราบกบฎด้วยพระองค์เอง ตรัสสั่งให้กรมวังมะกะโทอยู่เฝ้าพระนคร นางสุวรรณเทวี ราชธิดาของพระร่วงเจ้าได้เกิดมีจิตปฏิพัทธ์ ผูกพัน เสน่หากับมะกะโท การลอบรักใคร่ของมะกะโทกับพระราชธิดานี้ ข้าราชการทั้งปวงต่างก็รู้ แต่เห็นว่าสมเด็จพระร่วงเจ้าทรงโปรดปรานมะกะโทมาก ทุกคนจึงพากันเกรงกลัวมะกะโท ไม่มีใครกล้าพูดว่ากล่าวเรื่องนี้

ฝ่ายมะกะโทกับนางสุวรรณเทวีพระราชธิดาก็สำนึกว่าสิ่งที่ทำไปนั้นเป็นความผิด ถ้าพระร่วงเจ้ากลับมาจะต้องได้รับพระราชอาญาแน่ จึงปรึกษากันที่จะหนีไปเสียก่อน พระราชธิดาได้รวบรวมแก้วแหวนเงินทองเป็นอันมาก ส่วนมะกะโทก็เกลี้ยกล่อมผู้คนข้าทาสได้ ๓๐๐ คนเศษ พาพระราชธิดาขึ้นช้างพังตัวหนึ่งหนีออกจากกรุงสุโขทัยไปทางด่านกะมอกะลก รีบเดินทางกันทั้งกลางวันและกลางคืน บรรดาเสนาอำมาตย์พอรู้ว่ามะกะโทพาพระราชธิดาหนีไป ก็พากันออกติดตาม แต่มะกะโทก็พาพระราชธิดาหนีข้ามแดนไปได้ จึงต้องพากันกลับมารอฟังพระราชโองการดำรัสสั่งของสมเด็จพระร่วงเจ้าต่อไป

มะกะโทพาพระราชธิดาและผู้คนไปที่บ้านตะเกาะวุ่น ซึ่งเป็นบ้านเดิมของตน จัดให้พระราชธิดาอยู่อย่างเป็นสุข และจัดที่อยู่อาศัย ที่ทำกินแก่บริวารทั้ง ๓๐๐ เศษนั้นมีสุขกันถ้วนหน้า

เมื่อสมเด็จพระร่วงเจ้าทรงปราบกบฎได้ราบคาบ จัดหัวเมืองชายแดนเป็นปกติเรียบร้อย แล้วก็ยกทัพกลับพระนคร เสนาอำมาตย์ทั้งปวง จึงนำความเรื่อง มะกะโทพาพระราชธิดาหนีกราบทูลให้ทรงทราบ แต่สมเด็จพระร่วงเจ้ามิได้ทรงพระพิโรธอย่างที่บรรดาเสนาอำมาตย์คาดคิด ตรัสว่า เรารู้มาแต่เดิมแล้ว คนนี้มีลักษณะดี นานไปภายหน้าจะมีบุญได้เป็น ใหญ่ เราจึงมีความรักใคร่เหมือนบุตร ถ้าเราจะสาปแช่งให้เป็นอันตราย หรือยกกองทัพติดตามไปจับมาลงทัณฑ์ อย่างไรก็ทำได้ทุกประการ แต่จะเผป็นเวรกรรมแก่เรา แลเสียเกียรติยศของบ้านเมือง เป็นที่อัปยศแก่นานาประเทศ ซึ่งมอญน้อยพาธิดาเราไป

หากตั้งตัวเป็นโหญ่ได้ เมื่อใดต้องแต่งตั้งให้ธิดาเราเป็นใหญ่ยิ่งขึ้น จะเป็นเกียรติยศแก่บ้านเมืองทั้งสองฝ่าย อนึ่งบุพเพสันนิวาสแห่งธิดาเรากับมอญน้อยนั้น ก็ได้อบรมกันมาแต่ชาติปางก่อนแล้ว จึงให้มีจิตปฏิพัทธ์ต่อกันดังนี้ เพราะเหตุนั้นเราจึงจะอวยพรแก่มอญน้อยแลธิดาเรา อย่าให้มีภัย ให้เกิดความสิริสุขสวัสดีด้วยกันเถิด

คำอำนวยพรของสมเด็จพระร่วงเจ้าผู้มีวาจาสิทธิ์นี้ ได้ส่งผลให้แก่ชีวิตมะกะโทต่อไปภายหน้า

ตั้งแต่พาพระราชธิดาของสมเด็จพระร่วงเจ้าแห่งกรุงสุโขทัยไปอยู่บ้านตะเกาะวุ่นอันเป็นบ้านเกิดของตนแล้ว มะกะโทก็มีสง่าราศีเกิดสิริมงคลยิ่งขึ้น ด้วยนางนั้นเป็นราชธิดาของกษัตริย์ผู้มีราชอิสริยยศยิงใหญ่ พวกชาวบ้านต่างก็พากันเกรงกลัว รักใคร่ในมะกะโทและพระราชธิดา พากันมาสวามิภักดิ์ฝากตัวเป็นข้าทาสให้ใช้สอยมากขึ้นทุกที นับเป็นจำนวนได้หลายพันหลายหมื่น มะกะโทนั้นเป็นผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาด ช่วยปลดเปลื้องทุกข์ให้ชนทั้งหลายจนบริบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ มีความสุขกันถ้วนหน้า จึงเป็นที่นับถือแก่ชนทั่วไป

ครั้นมะกะโทเห็นว่ามีผู้ให้ความนับถือรักใคร่ตนมากแล้ว จึงประกาศเกลี้ยกล่อมทั้งฝ่ายเหนือ ฝ่ายใต้ในรามัญประเทศให้ร่วมสามัคคีรวมน้ำใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เมื่อรวบรวมผู้คนเข้ามาอยู่ในอำนาจตนได้มากแล้ว มะกะโทก็ตั้งตัวเป็นกษัตริย์ครองราชสมบัติ ณ เมืองเมาะตะมะ

แม้ชนทั่วไปทั้งปวงจะยินดีถวายพระพรชัยแก่กษัตริย์องค์ใหม่ แต่พระเจ้ามะกะโทก็หาได้ทำพิธีราชาภิเษกเฉลิมพระนามไม่ ด้วยระลึกถึงพระเดช พระคุณของสมเด็จพระร่วงเจ้าแห่งกรุงสุโขทัย จึงได้แต่งพระราชสาส์นลงในสุพรรณบัตรแลจัดเครื่องมงคลราชบรรณาการ ให้อำมาตย์ผู้หนึ่งนามว่า โลกี เป็นราชทูตนำพระราชสาส์นและเครื่องราชบรรณาการพร้อมพลพาหนะไปถวายสมเด็จพระร่วงเจ้า ณ กรุงสุโขทัย

สมเด็จพระร่วงเจ้าโปรดให้อำมาตย์นำราชทูตจากเมืองเมาะตะมะเข้าเฝ้า มีรับสั่งให้อ่านพระราชสาส์นซึ่งมีข้อความว่า

"ข้าพระบาทผู้ชื่อว่ามะกะโท เป็นข้าสวามิภักดิ์ใต้พระบาทมุลิกากรของพระองค์ผู้เป็นพระมหากษัตริย์ผ่านพิภพกรุงสุโขทัย พร้อมด้วยพระราชธิดาของพระองค์ ขอโอนอุตมงคเศียรเกล้ากราบถวายบังคมมาแทบพระยุคลบาทบงกชมาศของพระองค์ ซึ่งทรงพระมหากรุณาธิคุณชุบเลี้ยงข้าพระบาททั้งสองให้มีความร่มเย็นเป็นสุข พระเดชพระคุณปกป้องอยู่ เหนือเกล้าฯข้าพระองค๋ทั้งสองหาที่เปรียบให้สิ้นสุดมิได้ ด้วยเผอิญบุพเพสันนิวาสแห่งข้าพระบาททั้งสอง มาดลบันดาลให้มีปฏิพัทธ์จิตต่อกัน ข้าพระองค์ได้ละเมิดล่วงพระราชอาญา พาพระราชธิดาของพระองค์มา โทษทนุโทษมีแก่ข้าพระองค์เป็นล้นเกล้าฯ แต่บัดนี้ด้วยเดชะพระบารมีบรมเดชานุภาพ ของพระองค์ปกแผ่อยู่เหนือเกล้าฯ ข้าพระองค์ทั้งสอง ชนทั้งปวงจึงยินดีพร้อมกันอัญเชิญข้าพระองค์ขึ้นเป็นกษัตริย์ครองราชสมบัติในเมืองเมาะตะมะ เป็นใหญ่ในรามัญประเทศทั่วไป เพราะฉะนี้ข้าพระองค์ขอพระราชทานโทษทนุโทษซึ่งมีผิดมาแต่หลัง ขอพระบารมีของพระองค์เป็นที่พึ่งสืบไป ขอได้ทรงประสาทพระราชทานนามกับเครื่องราชกกุธภัณฑ์ทั้ง ๕ ประการแก่ข้าพระองค์ผู้เป็นกษัตริย์ครองราชย์ใหม่ เพื่อเป็นสวัสดิชัยมงคลแก่ข้าพระองค์ทั้งสองสืบไป เมืองเมาะตะมะนี้จะได้เป็นสุพรรณปฐพีแผ่นเดียวกับกรุงสุโขทัย อยู่ใต้พระเดชานุภาพของพระองค์สืบต่อไปจนตลอดกัลปาวสาน"

สมเด็จพระร่วงเจ้า ได้ทรงทราบความในพระราชสาส์นแล้ว ก็มีพระทัยยินดี ตรัสสรรเสริญว่า มะกะโท มอญน้อยผู้นี้เราได้ทำนายไว้แล้วว่า สืบไปจะมีบุญญาธิการ บัดนี้ได้เป็นกษัตริย์ ครองรามัญประเทศแล้ว ต่อไปภายหน้านอกจากเราผู้เดียวแล้ว จะหากษัตริย์อื่นมีบุญยิ่งกว่ามะกะโทนี้มิได้พระองค์จึงทรงตั้งพระนามให้มะกะโทว่า พระเจ้าวาริหู (ฟ้ารั่ว) กับพระราชทานเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ๕ ประการสำหรับกษัตริย์ คือ พระขรรค์ ๑ ฉัตร ๑ พระมหามงกุฏ ๑ ฉลองพระบาท ๑ พัดวาลวิชนี ๑ รวมเป็น ๕ ประการ จึงโปรดพระราชทานพระราโชวาทแก่ราชทูตไปว่า ให้เจ้าแผ่นดินเมาะตะมะอยู่ในทศพิธราชธรรม บำรุงปกครองแผ่นดินโดยยุติธรรม ให้ตั้งใจรักใคร่ราษฏรพลเมืองดุจบุตรในอุทรและทรงประสาทพระพรว่า ให้เจ้าแผ่นดินเมาะ ตะมะปราศจากภัยอันตรายทั้งภายนอกภายใน ให้ครองราชสมบัติเป็นสุขเจริญสืบไปสิ้นกาลนานเทอญ

เมื่อราชทูตนำความกลับไป กราบทูลให้พระเจ้าแผ่นดินแห่งเมาะตะมะได้ทรงทราบ และถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ๕ ประการแล้ว พระเจ้ามะกะโทก็ทรงพระโสมนัสยินดี ผินพระพักตร์ไปทางทิศเมืองสุโขทัย กราบถวายบังคมสมเด็จพระร่วงเจ้า ระลึกพระคุณของพระองค์อันยิ่งใหญ่เหลือล้นไม่มีที่สิ้นสุดได้พระนามว่า พระเจ้าฟ้ารั่วตั้งแต่บัดนั้น

ในประวัติศาสตร์พม่าซึ่งเรียกมะกะโทว่า "มะกะทู" กล่าวว่า มะกะทู มีบิดาเป็นไทย มารดาเป็นมอญ เกิดที่เมืองสะเทิม เป็นนักผจญภัย เมื่อพม่าปราบกบฏพวกมอญมะกะทูได้หนีมาอยู่กรุงสุโขทัยเข้ารับราชการกับพ่อขุนรามคำแหง และได้เป็นนายกองช้าง ประมาณปี พ.ศ. ๑๘๒๓ มะกะทูก็ได้พาพระราชธิดาของพ่อขุนรามคำแหงหนีไปเมาะตะมะ มะ กะทูได้เกลี้ยกล่อมเจ้าเมืองเมาะตะมะให้เป็นกบฏในขณะที่พม่า ติดพันรบกับพวกมงโกล แต่เจ้าเมืองเป็นคนนิยมพม่าจึงไม่ยอม มะกะทูได้ฆ่าเจ้าเมืองแล้วประกาศตัวเป็นกษัตริย์แห่งเมาะตะมะ ทรงพระนามว่า “วาเรรู ซึ่งแปลว่า กษัตริย์ที่หล่นมาจากฟ้า” ความหมายเดียวกับ “ฟ้ารั่ว” ในพงศาวดารไทย

ในปี พ.ศ. ๑๗๓๐ พม่าอ่อนอำนาจลง เจ้าเมืองหงสาวดี (พะโค) ซึ่งเป็นมอญได้ประกาศตนเป็นกษัตริย์อีกองค์ ทรงพระนามว่า พระเจ้าตละพญา ผูกสัมพันธ์เป็นพันธมิตรกับพระเจ้าวาเรรู หรือพระเจ้าฟ้ารั่ว กษัตริย์มอญทั้ง ๒ พระองค์ได้ร่วมกับเจ้าฟ้าไทยใหญ่เข้ารบกับพม่าและเป็นฝ่ายมีชัย ได้ครอบครองดินแดนพม่าตอนใต้ไว้ได้หมด

ต่อมาพระเจ้าวาเรรุกับพระเจ้าตละพญาก็แตกคอจนรบพุ่งกันเอง พระเจ้าตละพญาเป็นฝ่ายแพ้ถูกประหาร พระเจ้าวาเรรุเลยสถาปนาราชอาณาจักรมอญขึ้นในพม่าตอนใต้ โดยมีเมาะตะมะ

เป็นเมืองหลวง ต่อจากนั้นก็ส่งทูตไปขอพระราชทานอภัยโทษ พร้อมด้วยเครื่องราชบรรณาการแด่พ่อขุนรามคำแหงซึ่งทางสุโขทัยก็รับเครื่องราชบรรณาการ และพระราชทานช้างเผือก ๑ เชือกเป็นของขวัญ

พระเจ้าวาเรรุได้ให้ประชุมนักปราชญ์ราชบัณฑิตเพื่อชำระกฏหมายของมอญขึ้นแทนการใช้กฏหมายพม่าอย่างแต่ก่อน ซึ่งกฏหมายที่ชำระขึ้นใหม่นี้มีชื่อเรียกกันต่อมาว่า "ประมวลกฎหมาย วาเรรุ"

แต่อย่างไรก็ตาม วัฏจักรของการชิงอำนาจก็เวียนมา พระเจ้าวาเรรุได้ถูกพระนัดดาองค์หนึ่ง ของพระเจ้าตละพญาปลงพระชนม์ในปี พ.ศ. ๑๘๓๙

บ้างก็ว่า มะกะโทผู้มีบุญบารมีราวกับฟ้ารั่วหล่นลงมา เสวยราชย์เมื่อปี พ.ศ. ๑๘๒๙ ครองราชย์อยู่ ๒๓ ปี สิ้นพระชนม์ในพ.ศ.๑๘๕๒

อ่าน: 2,532
   แจ้งลบ
ตอนนี้ ส่วนกระดานพูดคุยในเว็บไซด์สยามของเรา อยู่ระหว่างการปรับปรุงระบบให้ดีขึ้น จึงจำเป็นต้องปิดการโพสต์คำถามใหม่ไว้ชั่วคราว ต้องขออภัยในความไม่สะดวก
ขอขอบพระคุณ

 

ประกันภัยรถยนต์