ประกันภัยรถยนต์
 
 เว็บไซด์  บทความ  กระทู้   
ภูมิภาคทั่วไป

วาดหวัง - ปรารถนา - ขันติ

 

วาดหวัง - ปรารถนา - ขันติ

@เพราะพิษ แห่งตัณหา ....จึงพามา ได้สพสิง
จิตประหวัด หลงพักพิง ......เหนี่ยวยึดสิ่ง อุปาทาน

วาดหวัง แล้วผิดหวัง .........ทั้งชอบชัง ประดังสาน
ทวนทบ แสนเนิ่นนาน .......นับหากาล ไม่สิ้นพอ

แม้หวัง แล้วสมหวัง .........ใช่จะยัง แต่สมหนอ
จิตยิ่ง ใฝ่พนอ ................แล้วเกิดต่อ ก่อเป็นใย

เหมือนเหล่า ตัวแมงมุม .....ชักใยคลุม เอาเหงื่อไว้
ก่อกิจ กามตามใจ ............ขังตนไว้ ในใยงาม

หากหวัง เป็นปรารถนา ......สิ้นวัฏฏา ตัณหาสาม*
หาใช่ เป็นกิจกาม .............ก่อความทราม ตามเคยชิน

มีความ ละอายบาป ..........เกิดกำซาบ เกรงบาปสิ้น
ไม่ก่อชั่ว มัวเมาจินต์ .........ห่างไกลถิ่น อโคจร

เดินตาม อริยะมรรค .........แม้อุปสรรค ไม่ถ่ายถอน
ตั้งมั่น ไม่คลายคลอน .......ขันติสอน ให้อดทน

อดทน ต่อความเจ็บ .........ใจแม้เหน็บ ด้วยเหล็กสน
ไม่ครั่น ให้อดทน .............บ่ยั้นตน หากตรำงาน

อดทน ต่อความเย้า ..........ยั่วยวนเคล้า กิเลสขาน
ขันตี เป็นธรรมจาร ...........โอวาทฯ**กาลพุทธองค์

ขอเหล่า พุทธศาส์น .........นบน้อมการ ปฏิบัติตรง
ให้สิ้น สังสารดง ..............แห่งความทุกข์..ลุนิพพาน..

******


"ขันตี ปะระมัง ตะโป ตีติกขา"
ขันติคือความอดกลั้น เป็นธรรมเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง


-----
* ตัณหาสาม คือ
-กามตัณหา
-ภวตัณหา
-วิภาวตัณหา

**โอวาทปาติโมกข์


เจริญในธรรมค่ะ
อ่าน: 705
 แจ้งลบ
ตอนนี้ ส่วนกระดานพูดคุยในเว็บไซด์สยามของเรา อยู่ระหว่างการปรับปรุงระบบให้ดีขึ้น จึงจำเป็นต้องปิดการโพสต์คำถามใหม่ไว้ชั่วคราว ต้องขออภัยในความไม่สะดวก
ขอขอบพระคุณ
คำตอบที่: -1
หนูนิด
ตอบเมื่อ: 29-04-2551  16:15 น.


สวัสดีค่ะคุณศีตะ

**สาธุเจ้าค่ะ***

ปฐมพุทธภาสิตคาถา

@อะเนกะชาติสังสารัง สันธาวิสสัง อะนิพพิสัง
คะหะการัง คะเวสันโต ทุกขา ชาติ ปุนัปปุนัง
คะหะการะกะ ทิฏโฐสิ ปุนะ เคหัง นะกาหะสิ
สัพพา เต ผาสุกา ภัคคา คะหะกูฏัง วิสังขะตัง
วิสังขาระคะตัง จิตตัง ตัณหานัง ขะยะมัชฌะคา

"เมื่อเรายังไม่พบญาณ ได้แล่นท่องเที่ยวไปในสงสาร
เป็นอเนกชาติ แสวงหาอยู่ซึ่งนายช่างผู้ปลูกเรือน
คือตัณหาผู้สร้างภพ การเกิดทุกคราเป็นทุกข์ร่ำไป
นี่แหนะ นายช่างปลูกเรือน เรารู้จักเจ้าเสียแล้ว
เจ้าจะทำเรือนให้เราไม่ได้อีกต่อไป
โครงเรือนของเจ้าเราหักเสียแล้ว
ยอดเรือนก็รื้อเสียแล้ว
จิตของเราถึงแล้วซึ่งอะไรปรุงแต่งไม่ได้อีกต่อไป
มันได้ถึงแล้วซึ่งความสิ้นไปแห่งตัณหา (คือถึงพระนิพพาน) "


******

อเน็จ อนาถพล่า.......ล่องกามา พาเฉิดฉัน
อเนกชาติ ทุกข์อนันต์......หลงสำคัญ แต่สุขมี

ย้ำสุข แต่ทุกข์วัฏฏา........เริ่มอิจหนา ระอาที
หาเหตุ ปัจจัยที่...............มาคลุกคลี หนีไม่พ้น

เป็นดั่ง ผู้ปลูกเรือน..........วางทิ้งเกลื่อน ภาระล้น
จิตประหวัด หลงพลัดดล...ไม่เคยค้น ยลยินยอม

ตัณหา เป็นผู้สร้าง............โครงเรือนค้าง รกรุมล้อม
เก็บกวาด ไม่เคยยอม.......สมบูรณ์พร้อม เลยสักครา

ต้องถอน ตัณหาสิ้น..........หยุดถวิล ภาระหนา
หยุดสร้าง สังสารา...........ยอดเรือนครา ถลาลง

ทิ้งสิ้น ภาระแล้ว............โอ้! เพริศแพร้ว จิตมุ่งตรง
ตั้งมั่น หทัยคง..............นิพพานแก้ว แคล้วทุกข์เอย...

เจริญในธรรมค่ะ
แจ้งลบ
 
คำตอบที่: -1
ศีตะ
ตอบเมื่อ: 26-04-2551  12:11 น.


หมุนวนสับสนจิต..........เจตมืดมิดอนธการ
กิเลสขันธสันดาน..........สถิตย์ฐานลวงล่อใจ........

เกิดดับสลับภพ...........ภูมิประสบอสงไขย
นานเนิ่นยืดเยื้อไป...........มิอาจไขปริศนา........

ซ้ำซากความเห็นผิด...........ดำรงกิจอันมิจฉา
รกเรื้อไกลสัมมา.............อวิชชาครอบชีวิน........

สูงใหญ่ปานศิขเรศ..............ทุกข์เทวษในดวงจินต์
มหึมากองราคิน..............บ่ รู้สิ้น บ่ รู้คลาย........

ธรรมะพุทธองค์...........คือทางตรงแน่วเป็นสาย
พรหมจรรย์ทั้งใจกาย..............อกุศลหายนิรมล.........

เพียบพร้อมบริสุทธิ์..............ผ่องผาดผุดวิมุติผล
สุดสิ้นการดิ้นรน.............ในเอนกชาตินานา.........



สวัสดีค่ะคุณชุ และทุก ๆท่าน
 แจ้งลบ
 
คำตอบที่: -1
ศีตะ
ตอบเมื่อ: 30-04-2551  13:29 น.


โสตสดับเสียงเสนาะ.........อารมณ์เกาะเกี่ยวคำนึง
มโนภาพผุดตราตรึง............แลวิจิตรพิสดาร.....

ยามพิจพินิจรูป..............ใคร่โลมลูบผิวผสาน
ไออุ่นเนื้อสคราญ...........เพิ่มสุขซึ้งรำพึงครวญ.......

รสเลิศเร้ากระสันต์.............ทุกคืนวันฝันรัญจวน
ชิวหาวิญญาณหวล.............ถวิลไห้ในรสา......

ฆานข้องกลิ่นจรุง.............ตลบฟุ้งคลุ้งอุรา
เลือกเฟ้นดังจินตนา...........เจตยึดมั่นสำคัญนัย......

เพลงกามก้องกลบโลก....... เพลงสุขโศกกล่อมฤทัย
หล่อเลี้ยงตัณหาไคล้............กงจักรเห็นเป็นดอกบัว........




สวัสดีค่ะคุณหนูนิด และทุกท่าน
 แจ้งลบ