เว็บไซด์  บทความ  กระทู้   
ภูมิภาคภาคกลาง

การปกครอง เศรษฐกิจ และสังคม สมัยกรุงศรีอยุธยา ตอนที่ ๙

 
แส้วาลวิชนี (พัชนีฝักมะขาม) พัดโบก จำลองทองคำ เป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์และเครื่องสูง

สังคมสมัยกรุงศรีอยุธยา

ชนชั้นในสังคมสมัยกรุงศรีอยุธยา

พระบรมวงศานุวงศ์

เป็นผู้สืบเชื้อสายจากพระมหากษัตริย์ มียศลดหลั่นกันลงมา ๕ ชั่วคนจะกลายเป็นสามัญชน แสดงว่าชนชั้นในสังคมไทยไม่แน่นอนตายตัว ชนชั้นเจ้านายลดลงมาเป็นสามัญชนในที่สุด

พระบรมวงศานุวงศ์ยังมีการแบ่งกันเป็นชั้นๆ ตามชาติกำเนิด คือ

สมเด็จหน่อพุทธเจ้า คือ พระราชโอรสของพระมหากษัตริย์ที่ประสูติจากพระอัครมเหสี ถือว่าเป็นรัชทายาทและเป็นอันดับสูงสุดในพระบรมวงศานุวงศ์

พระมหาอุปราช คือ พระราชโอรสของพระมหากษัตริย์ที่ประสูติจากพระอัครชายา ชั้นแม่ยั่วเมือง มีสิทธิในพระราชบัลลังก์เช่นกัน เดิมทีตามความหมายของอินเดียโบราณคือผู้เป็นรัชทายาท แต่ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถหมายถึงตำแหน่งเจ้านายชั้นที่สองเพิ่งมีความหมายว่า เป็นรัชทายาทในระยะหลัง

ลูกหลวงเอก คือ พระราชโอรสที่ประสูติจากพระมารดา ซึ่งเป็นพระธิดาของพระมหากษัตริย์ หรือที่เรียกว่า "หลานหลวง"

พระเยาวราช คือ พระราชโอรสที่ประสูติจากพระสนม

สมัยหลังๆ มีการปรับปรุงจัดลำดับและมีพระนามต่างไปอีก เช่น พระราชโอรส หรือ พระราชธิดา ที่ประสูติจากพระมเหสี จะมีฐานันดรศักดิ์เป็น "เจ้าฟ้า" โดยดูจากตำแหน่งทางพระราชมารดาเป็นสำคัญ ส่วนพระราชโอรสซึ่งประสูติจากพระสนม มีฐานันดรศักดิ์เป็น "พระองค์เจ้า" ทายาทของเจ้าฟ้าหรือพระองค์เจ้า ซึ่งประสูติจากพระมารดาที่เป็นพระองค์เจ้าหรือหม่อมเจ้าหรือพระสนมจะอยู่ในฐานันดรศักดิ์ "หม่อมเจ้า" ทายาทของหม่อมเจ้าอยู่ในฐานันดรศักดิ์ "หม่อมราชวงศ์" ทายาทของหม่อมราชวงศ์อยู่ในฐานันดรศักดิ์ "หม่อมหลวง" หลังจากนี้จะเป็นสามัญชน

การแบ่งชั้นพระราชวงศ์ ยังกำหนดโดยศักดินา เช่น

เจ้าฟ้า มีศักดินา ๑๕,๐๐๐ หรือ ๒๐,๐๐๐

พระองค์เจ้า มีศักดินา ๑๕,๐๐๐ ลงมาถึง ๗,๐๐๐

หม่อมเจ้า มีศักดินา ๑,๕๐๐

หม่อมราชวงศ์ มีศักดินา ๕๐๐

หม่อมหลวง มีศักดินา ๒๐๐

สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ มีเจ้านายที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้ากรมต่างๆ ซึ่งเป็นหน่วยงานในการบริหารส่วนกลาง เรียกว่า "ทรงกรม" การทรงกรมมี ๗ ชั้น คือ

๑.  กรมพระราชวังสถานมงคล ฝ่ายหน้าหรือวังหน้า ตำแหน่งของบรรดาศักดิ์นี้ คือ "พระบัญฑูร" เดิม ตำแหน่งวังหน้าเป็นตำแหน่งแม่ทัพหน้ายามออกศึก บางครั้งตำแหน่งนี้มี ๒ องค์ในเวลาเดียวกัน
๒.  กรมพระราชวังบวรสถานภิมุข ฝ่ายหลังหรือวังหลัง เป็นตำแหน่งแม่ทัพหลัง ซึ่งมิได้มีทุกรัชกาล
๓.  กรมสมเด็จพระ (กรมพระยา)
๔.  กรมพระ
๕.  กรมหลวง
๖.  กรมขุน
๗.  กรมหมื่น

เจ้านายตั้งแต่กรมที่ ๓ ถึงกรมที่ ๗ จะเป็นเจ้ากรมแต่เพียงในนาม หน้าที่การบริหารควบคุมจริงๆ อยู่ที่ขุนนาง แต่จะได้รับสิทธิในการนำไพร่ในกรมมาใช้สอยส่วนพระองค์ ได้รับส่วนแบ่งจากภาษีเงินได้ ซึ่งพนักงานในกรมเป็นผู้เก็บ ในขณะที่เจ้านายที่มิได้ทรงกรมจะได้รับแต่เพียงเบี้ยหวัดเท่านั้น จึงทำให้เจ้านายที่มิได้ทรงกรมต้องทำการค้าขายหรืออื่นๆ เพื่อให้มีรายได้พอเพียง เจ้านายที่ได้รับการทรงกรมจะได้รับศักดินาเพิ่มขึ้นอีกด้วยจาก ๒๐,๐๐๐ ถึง ๕๐,๐๐๐ เช่นเจ้าฟ้าจะได้เพิ่มศักดินาจาก ๑๕,๐๐๐ ถึง ๔๐,๐๐๐ เช่นเดียวกับพระองค์เจ้า

การทรงกรมของวังหน้าและวังหลังแตกต่างออกไปคือ มีพระราชอำน่จในการปกครองบางอย่างเช่นเดียวกับพระมหากษัตริย์ ทรงดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้ากรมของวังหน้าหรือกรมของวังหลัง ซึ่งประกอบด้วยมหาดเล็กจำนวนมาก และมีเจ้าพนักงานในราชสำนักทุกๆตำแหน่ง และโอรสจะมีฐานันดรศักดิ์เป็นพระองค์เจ้าหรือเจ้าฟ้าก็ได้ แต่ส่วนใหญ่โอรสของวังหน้าและวังหลังมักได้รับแต่งตั้งแค่กรมหมื่นเท่านั้น วังหน้าได้รับศักดินาสูงสุดคือ ๑๐๐,๐๐๐ และอำนาจที่มีอยู่ก๊เป็นอำนาจที่พระมหากษัตริย์ประทานให้และมีสิทธิหรืออยู่ในสังคมเช่นเดียวกับไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินอื่นคือถ้าทำผิดก็ถูกลงโทษได้

พระราชวงศ์ที่เป็นสตรี ได้รับสกุลยศและศักดินาได้เช่นเดียวกับเจ้านายชายได้รับการเลื่อนยศในลักษณะเดียวกัน ได้ทรงกรม แต่ต่ำกว่าระดับ ๑, ๒ สิทธิที่ควรได้ควรเป็นเช่นเดียวกับเจ้านายฝ่ายชายที่ทรงกรม

เชิงเทียน พาน ช้อน กระบวย ทองคำ

เชิงเทียน พาน ช้อน กระบวย ทองคำ

ขุนนาง

ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ได้กำหนดตำแหน่งหน้าที่และสิทธิพิเศษต่างๆ ของขุนนางข้าราชการทุกคนไว้ในพระไอยการตำแหน่งนาพลเรือนและนาทหารหัวเมือง พ.ศ. ๑๘๘๗ แยกขุนนางออกเป็นประเภทต่างๆตามศักดิ์ ๔ ประการ คือ ศักดินา ยศ ราชทินนาม และตำแหน่ง

๑.  ศักดินา มีผู้ให้ความหมายแตกต่างกันออกไป ดังต่อไปนี้

ก.  ศักดินา เป็นระบบในสังคมโบราณที่ใช้กำหนดสิทธิและหน้าที่ ของเจ้านาย ขุนนาง ตลอดลงมาจนถึงไพร่ไว้อย่างทั่วถึงตามพระราชกำหนดกฏหมาย ไม่ใช่เป็นกรรมสิทธิ์ในที่นา ผู้ที่เสนอความเห็นดังกล่าวได้แก่ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช กล่าวไว้ว่ามีข้อน่าสังเกตอยู่ว่า การวัดศักดิ์หรือศักดินาของคนในประเทศนั้น ใช้มาตราวัดที่ดินคือไร่ เป็นเครื่องวัด ทั้งนี้ทำให้น่าคิดไปว่า ระบบศักดินาของไทยนั้น ในระยะเริ่มอาจเกี่ยวกับการถือที่ดินเป็นสำคัญ เช่นเดียวกับรับบฟิวดัลของฝรั่ง แต่ถ้าพิจารณาตามข้อเท็จจริงแล้ว ไม่ปรากฏว่าเคยมีการถือที่ดินกันตามศักดินา เพราะฉะนั้นถ้าคิดอีกทางหนึ่งแล้วก็น่าจะคิดได้ว่า สังคมเมืองไทยนั้นเป็น สังคมกสิกรรม เมื่อถึงคราวที่จะวัดศักดิ์ของคน ผู้ที่เริ่มคิดจะวัดศักดิ์ของคนนั้น อาจนึกถึงมาตราวัดที่ดินได้ก่อนสิ่งอื่นก็ได้ มิฉะนั้นคำว่า ศักดินานั้นอาจแปลแต่เพียงว่า นาแห่งศักดิ์ ก็ได้ เพื่อให้เห็นแตกต่างกับนาที่เป็นเนื้อที่ดินสำหรับปลูกข้าวหรือประกอบกสิกรรมอย่างอื่น

มีผู้คัดค้านอีกว่า ตัวเลขของศักดินาเป็นเครื่องกำหนดสิทธิและอำนาจในการปกครองที่ดินนั้นไม่น่าเป็นไปได้ เพราะประการแรก สมัยกรุงศรีอยุธยา ที่ดินมิได้มีค่ามากที่สุด เพราะที่ดินสมัยนั้นมีเหลือเฟือ ประการที่สอง ถ้ามีการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินจริงๆ คนที่ถือกรรมสิทธิ์เหล่านี้จะไปหาคนที่ไหนมาทำนาบนผืนดินของตน ในเมื่อสังคมไม่มีระบบทาสติดที่ดินเหมือนสังคมตะวันตก ประการที่สาม จะเห็นได้ว่าคดีพิพาทที่เกิดขึ้นล้วนแต่เป็นเรื่องพืชผล การเน้นเรื่องที่ดินไม่ได้เน้นตัวที่ดินแต่เน้นที่พืชผล ถ้าเป็นที่รกร้างว่างเปล่า ใครก็เข้าไปหักร้างถางพงได้ ดังปรากฏในกฏหมายลักษณะเบ็ดเสร็จมาตรา ๕๕ และประการสุดท้ายกฏหมายสมัยกรุงศรีอยุธยาที่เหลือตกทอดมาปัจจุบัน มีกรณีพิพาทเกี่ยวกับที่ดินมากมาย แต่ไม่มีมาตราเดียวที่กล่าวถึงการที่ขุนนางหรือผู้ใดมีที่ดินจับจองเกินศักดินา ดังนั้นศักดินาจึงไม่น่ามีความหมายถึงสิทธิในการจับจองที่ดิน

ข.  ระบบศักดินา เป็นระบบที่ว่าด้วยกรรมสิทธิ์และอำนาจในการครอบครองที่นาของบุคคล ได้มากน้อยต่างกันตามยศศักดิ์ ผู้เสนอความเห็นมีดังต่อไปนี้

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงวินิจฉัยว่า "เพราะข้าราชการสมัยก่อนไม่มีเบี้ยหวัดเงินเดือน ที่ดินคือที่นาเป็นสมบัติอันมีค่ามากกว่าสิ่งอื่น เมื่อไม่ได้มีการแบ่งที่ดินกันและให้คนมีที่ดินมากน้อยต่างกันตามกำลังยศศักดิ์ จึงตั้งพระราชกำหนดศักดินากำหนดกฏเกณฑ์ขึ้นมา "

ดำเนิร เลขะกุล กรรมการชำระประวัติศาสตร์ กล่าวว่า "ทำเนียบศักดินาเป็นกฏหมายที่ตราขึ้นเพื่อกำหนดศักดินาหรือค่าของพลเรือนแต่ละคนว่า บุคคลชั้นใดมีศักดินาเป็นพื้นที่จำนวนกี่ไร่ "

ค.  ระบบศักดินา คือ อำนาจในการครอบครอง ที่ดินซึ่งเป็นปัจจัยในการทำมาหากิน เป็นระบบขูดรีดโดยชนชั้นสูงที่จะได้ประโยชน์จาก ค่าเช่า ภาษีและอื่นๆ ผู้เสนอความเห็นได้แก่

จิตร ภูมิศักดิ์ เชื่อว่า ระบบศักดินาเป็นระบบที่จัดตั้งขึ้น เพื่อให้ชนชั้นสูงและพระภิกษุได้ครอบครองปัจจัยในการผลิตคือที่ดิน ซึ่งเป็นสมบัติที่มีค่าอย่างยิ่งในสังคมที่มีรากฐานทางเศรษฐกิจอยู่ที่การเกษตร ในระบบศักดินาจะมีทั้งผู้ที่ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินจริงๆ ซึ่งเป็นกลุ่มน้อย และผู้ที่ได้เพียงสิทธิในการครอบครองทำผลประโยชน์เท่านั้น ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ในสังคมคือ ไพร่

ฉัตรทิพย์ นาถสุภา นักเศรษฐศาสตร์ กล่าวสรุปได้ว่า ระบบเศรษฐกิจศักดินาผู้เป็นเจ้าของที่ดินขนาดใหญ่ขูดรีดชาวนา โดยให้ชาวนารับช่วงที่ดินไปทำนา แล้วบังคับให้มอบผลผลิตแก่ตน ต้องถูกเกณฑ์แรงงานโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน

อาคารเรือนไทย ฝาไม้สักทอง

อาคารเรือนไทย ฝาไม้สักทอง

ทั้งสามประเด็นนี้ คือ ทัศนะต่างๆเกี่ยวกับความหมายของ "ศักดินา" เรื่องราวเกี่ยวกับศักดินาปรากฏแน่ชัดในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ โดยบ่งบอกไว้ในพระไอยการตำแหน่งนาพลเรือน และนาทหารหัวเมือง ศักดินาจึงน่าจะหมายถึงกรรมสิทธิ์ในการถือที่นากำหนดตามชั้นของขุนนางว่าจะจองที่นาได้สูงสุดจำนวนกี่ไร่ แล้วแต่ศักดินาและจำนวนคนของตน นอกจากนั้นศักดินายังเป็นเครื่องกำหนดหน้าที่ ขอบข่ายความรับผิดชอบ อภิสิทธิ์ สิทธิแห่งอำนาจ ฐานะในสังคมตั้งแต่ชั้นเจ้านาย ขุนนาง ลงมาถึงไพร่และทาส ศักดินาในระยะแรกซึ่งอาจมีมาก่อนสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแล้ว อาจตั้งแต่เริ่มสถาปนากรุงศรีอยุธยา ศักดินาตอนแรกคงไม่ยุ่งยากเพราะคนยังไม่มาก และมีการพระราชทานที่ดินให้จริงๆ ตามกฏเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ต่อมาภายหลังต้องจัดให้เป็นระบบเพราะคนมากขึ้น ผืนดินน้อยลง การให้ศักดินาก็เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาอาณาจักร เพื่อผู้นั้นจะได้บุกเบิก ขยันทำมาหากินบนผืนดินที่ได้รับพระราชทาน การพระราชทานศักดินาต้องทรงคำนึงถึงความสามารถของผู้รับด้วย

๒.  ยศ หมายถึง ฐานะหรือชั้นของข้าราชการ การกำหนดยศได้รับอิทธิพลจากเขมร ลำดับยศจากสูงลงมาคือ สมเด็จเจ้าพระยา เจ้าพระยา พระยา (ออกญา) จหมื่น หลวง (ออกหลวง) ขุน (ออกขุน) จ่า หมื่น พัน

๓.ราชทินนาม หมายถึงนามที่ได้รับพระราชทานใช้คู่กับตำแหน่ง ส่วนใหญ่มาจากภาษาสันสกฤต เช่นเพชรพิไชย เทพภักดี ในกรณีขุนนางตำแหน่งสูง ราชทินนามจะคล้ายๆกับราชทินนามของเจ้านายแต่สั้นกว่า

๔.ตำแหน่ง หมายถึง หน้าที่ประจำที่ขุนนางผู้นั้นปฏิบัติอยู่ เช่น เสนาบดี ปลัดทูล ฉลอง จางวาง เจ้ากรม ปลัดกรม และสมุหบัญชี

ศักดิ์ทั้งสี่นี้ มีความเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด และความเกี่ยวข้องกันนี้ ชี้ให้เห็นถึงความสำพันธ์ระหว่างตำแหน่งและหน้าที่ในระบบบริหารของสมัยกรุงศรีอยุธยา ขุนนางแต่ละคนได้รับศักดิ์ทั้ง ๔ นี้ แต่ศักดินาถือว่าเป็นสิ่งบอกฐานะสำคัญที่สุด เช่นขุนนางในกรม ๒ ตำแหน่ง อาจมียศเหมือนกันแต่ศักดินาอาจต่างกันตามความสำคัญของราชการที่รับผิดชอบ ตัวอย่างที่แสดงลักษณะความสำพันธ์ระหว่างศักดิ์ทั้ง ๔ ประการ คือ

ขุนนางที่มียศ เจ้าพระยา ราชทินนามคือ จักรี ตำแหน่งคือ อัครมหาเสนาบดีสมุหนายก และมีศักดินา ๑๐,๐๐๐ ตัวอย่างเช่น เจ้าพระยาจักรีมหาเสนาบดี สมุหนายก ศักดินา ๑๐,๐๐๐

ชนชั้นขุนนางได้รับสิทธิพิเศษ ไม่ถูกเกณฑ์แรงงาน รวมไปถึงบุตรด้วย ทำให้มีโอกาสเรียนรู้วิชาการ มีโอกาสรับราชการสืบทอดชนชั้นได้ โดยเริ่มจากมหาดเล็กแล้วไต่เต้าขึ้นไป การดำรงชีพของขุนนาง ขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ที่ได้รับจากผลผลิตที่ได้จากไพร่ในสังกัด ได้รับส่วยแบ่งจากภาษีที่ตนทำหน้าที่เก็บ ถ้าอยู่ในตำแหน่งผู้พิพากษาอาจได้รับผลประโยชน์จากค่าปรับค่าธรรมเนียมต่างๆ เป็นต้น

ชนชั้นผู้ปกครอง มีสิ่งบอกฐานะสำคัญที่สุดคือศักดินา เพราะยังบ่งบอกถึงขีดความสามารถในการมีทั้งที่ดินในครอบครองและจำนวนข้าไพร่บริวารอีกด้วยคือ จำนวนไพร่ในการควบคุมของมูลนาย ดูได้จากศักดินาของมูลนายนั้นหารด้วยศักดินาไพร่คือ ๒๕ เช่นขุนนางศักดินา ๘๐๐ จะมีไพร่ได้ ๓๒ คน มีข้อสังเกตว่า ถ้าเป็นยามสงครามการควบคุมไพร่น่าจะแตกต่างไป คือการจัดกำลังทัพน่าจะกระทำกันตามหลักยุทธวิธีที่ระบุไว้ในตำราพิชัยสงคราม เป็นเรื่องเฉพาะกิจ ดังนั้น จำนวนไพร่ซึ่งยามสงครามต้องเป็นทหารหมดนั้นอาจเปลี่ยนแปลงจำนวนตามความจำเป็นและการควบคุมก็แตกต่างกันด้วย

นักบวช

นักบวช เป็นชนชั้นผู้ปกครอง ที่พระมหากษัตริย์ให้ความอุปถัมป์ การแต่งตั้งตำแหน่งต่างๆ ตั้งโดยพระบรมราชโองการ เป็นผู้ที่มีอิทธิพลในราชสำนักรวมทั้งองค์พระมหากษัตริย์ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องพึ่งพาอำนาจบารมีของพระมหากษัตริย์ จึงเป็นลักษณะเอื้อและเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน

นักบวช ได้แก่ พระภิกษุ และพราหมณืผู้รู้ศิลปศาสตร์ จัดเป็นมูลนายระดับสูง เพราะถือศักดินาตั้งแตา ๔๐๐ ไร่ขึ้นไป เช่นพระมหาราชครู นา ๑๐,๐๐๐ พระราชครู นา ๕,๐๐๐ พระธรรมศาสตรราชโหระดาจารย์ ปลัดมหิธรนา ๓,๐๐๐ พระญาณประกาษอธิบดีโหระดาจารย์ นา ๓,๐๐๐ พระศรีสังกอรอธิบดีโหระดาจารย์ นา ๓,๐๐๐

ในสังคมสมัยกรุงศรีอยุธยา พราหมณ์มีบทบาทเฉพาะในราชสำนัก เช่นประกอบพิธีต่างๆ แต่พระสงฆ์มีบทบาทมากกว่า โดยเฉพาะการดำรงชีวิตในสังคมของชาวกรุงศรีอยุธยา พระมหากษัตริย์ทรงยกย่องพระสงฆ์และพุทธศาสนามาก ระเบียบการปกครองคณะสงฆ์แบ่งเป็น ๓ ครธ คือ คณะคามวาสี คณะอรัญวาสี ในระยะแรกๆ ต่อมามีคณะป่าแก้ว หรือคณะคามวาสีฝ่ายขวาขึ้นจึงปรากฏเป็น ๓ คณะ คือ คณะคามวาสี ฝ่ายซ้าย คณะอรัญวาสีและคณะคามวาสีฝ่ายขวา

ตำแหน่งสังฆนายกมี สมเด็จพระสังฆราช สังฆราชาคณะและพระครูตามลำดับ

ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชมีพระนามสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์แต่งหนังสือราโชวาทชาดก เมื่อ จ.ศ. ๑๐๓๗ (พ.ศ. ๒๒๑๘) และในแผ่นดินสมเด็จ พระเพทราชา มีชื่อสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เป็นอาจารย์ของเจ้าฟ้า นอกจากนั้นยังมีพระนามพระวันรัต ปรากฏครั้งแรกในหนังสือพระราชพงศาวดารในแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ และ ปรากฏอีกครั้ง ในเรื่องตั้งพระมหาเถรคันฉ่องในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและในจดหมายเหตของลาลูแบร์ ทูตฝรั่งเศสสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่ว่าพระวันรัตเป็นสมเด็จพระสังฆราชที่มหาสังฆปรินายก

ดังนั้นสมัยกรุงศรีอยุธยา ในระยะแรกที่แบ่งคณะสงฆ์เป็นคณะคามวาสีและอรัญวาสี เจ้าคณะใหญ่ฝ่ายคามวาสีมีราชทินนามว่า สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ส่วนเจ้าคณะใหญ่ฝ่ายอรัญวาสี มีราชทินนามว่า สมเด็จพระวันรัต องค์ใดมีพรรษามาก ก็ได้เป็นสมเด็จพระสังฆราช ดังนั้นในราชพงศาวดารจึงปรากฏนามสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ และสมเด็จพระวันรัต ต่อมาเมื่อคณะป่าแก้วกำเนิดขึ้นต้องแยกฝ่ายคามวาสีเป็น ๒ คณะ ตำแหน่ง เจ้าคณะคามวาสีจึงเรียกว่า สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ และสมเด็จพระวันรัต ส่วนฝ่ายอรัญวาสี เรียกว่า พระพุทธาจารย์

แหล่งข้อมูล

"ประวัติศาสตร์ไทยฯ" ผู้ช่วยศาสตราจารย์ บังอร ปิยะพันธุ์, สถาบันราชภัฏนครปฐม. ข้อมูล
"นำชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา". ภาพ

 

อ่าน:  9,602