เว็บไซด์  บทความ  กระทู้   
ภูมิภาคภาคกลาง

วัดในสมัยสมเด็จพระเพทราชา

 
วัดบรมพุทธาราม หรือ วัดกระเบื้องเคลือบ

วัดบรมพุทธาราม เป็นวัดเก่าแก่ ราว พ.ศ. ๒๒๓๒ ซึ่งสมเด็จพระเพทราชา โปรดฯให้สร้างขึ้นในบริเวณซึ่งเคยเป็นบ้านของพระองค์เอง ที่ตำบลป่าตอง ใกล้ประตูชัย ซึ่งเป็นประตูใหญ่บนแนวกำแพงเมืองด้านใต้ เป็นวัดฝ่ายคามวาสี เป็นอารามที่สถิตของพระราชาคณะที่มีฐานานุศักดิ์เป็นพระญาณสมโพธิ์

ที่ตั้งของวัดบรมพุทธารามถูกจำกัดโดยเส้นทางคมนาคมสมัยโบราณ ด้านตะวันออกเป็นแนวคลองฉะไกรน้อย ด้านตะวันตกเป็นแนวถนนหลวง ชื่อถนนมหารัฐยาหรือถนนป่าตอง แนวถนนและคลองดังกล่าวบังคับแผนผังของวัดให้วางตัวตามแนวเหนือใต้ โดยหันหน้าวัดไปทางทิศเหนือ ซึ่งเป็นทางผ่านของถนนโบราณอีกสายหนึ่ง ชื่อถนนวัดพระงาม มีสะพานข้ามคลองฉะไกรน้อยไปป่าดินสอ สะพานดังกล่าวเป็นสะพานอิฐ ชื่อสะพานบ้านดินสอ

   

พระอุโบสถสร้างอยู่ภายในกำแพงแก้ว เป็นประธานของวัด เคยมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ผนังด้านใน ที่ซุ้มเหนือประตูและหน้าต่าง แสดงถึงความนิยมทำซุ้มทรงบันแถลงและซุ้มทรงปราสาท ส่วนหลังคาของพระโบสถ วิหาร ศาลาการเปรียญ เจดีย์และซุ้มประตู มุงและประดับด้วยกระเบื้องดินเผาเคลือบสีเหลือง วัดแห่งนี้จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "วัดกระเบื้องเคลือบ" ใช้เวลาในการก่อสร้างประมาณ ๒ ปี

ครั้นในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ทรงโปรดให้ปฏิสังขรณ์วัดนี้ครั้งใหญ่ ทรงโปรดฯให้ทำบานประตูมุขฝีมืองดงามขึ้น ๓ คู่ บานประตูมุขนี้ ปัจจุบันคู่หนึ่งอยู่ที่หอพระมณเฑียรธรรม ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม คู่หนึ่งอยู่ที่วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม และอีกคู่หนึ่งมีผู้ตัดไปทำตู้หนังสือ ซึ่งปัจจุบันตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร

   

สมเด็จพระเพทราชา

สมเด็จพระเพทราชา หรือพระนามเต็มว่า พระบาทสมเด็จพระมหาบุรุษวิสุทธิเดชอุดม ปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์บ้านพลูหลวง ราชวงศ์สุดท้ายของอาณาจักรอยุธยา เป็นกษัตริย์รัชกาลที่ ๒๘ ของอาณาจักรอยุธยา พระเพทราชา เดิมเป็นสามัญชนชาวบ้านพลูหลวง แขวงเมืองสุพรรณบุรี (ปัจจุบันคือ บ้านพลูหลวงตั้งอยู่ในตำบลสนามชัย อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี) ต่อมาได้รับราชการในวังโดยรับตำแหน่งสูงเป็นที่พึงพอพระราชหฤทัย ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้ขึ้นครองราชย์โดยการปราบดาภิเษก โดยหลวงสรศักดิ์ (สมเด็จพระเจ้าเสือ) ซึ่งเชื่อว่าเป็นบุตรบุญธรรมของพระองค์ ขุนนาง อำมาตย์พร้อมกันกราบทูลเชิญขึ้นครองราชย์ ในปี พ.ศ. ๒๒๓๑ ด้วยพระชนมพรรษา ๕๖ พรรษา เสด็จสวรรคตเมื่อปี พ.ศ. ๒๒๔๖ พระชนมพรรษา ๗๑ พรรษา

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เป็นพระโอรสในสมเด็จพระเจ้าเสือ พระนามเดิม เจ้าฟ้าพร เป็นพระอนุชา สมเด็จพระเจ้าท้ายสระ พระองค์ได้รับโปรดเกล้า ฯ ให้เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ ทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็น พระมหากษัตริย์ ทรงพระนามสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๓ นอกจากนั้นพระองค์ยังมีพระนามอื่นตามที่ปรากฎในเอกสารทางประวัติศาสตร์คือ สมเด็จพระรามาธิบดินทร ฯ สมเด็จพระรามาธิบดี ฯ สมเด็จพระรามาธิบดีศรีสุธรรมราชา ฯ และสมเด็จพระบรมราชา ทางฝ่ายพม่าเรียกว่า พระมหาธรรมราชา

ในรัชสมัยของพระองค์พุทธศาสนาเฟื่องฟูมาก พระองค์ทรงมีความเลื่อมใสศรัทธาและทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก โปรดเกล้า ฯ ให้บูรณะปฏิสังขรณ์วัดวาอารามทั้งในกรุงศรีอยุธยาและในบรรดาหัวเมืองต่าง ๆ ได้แก่ วัดพระศรีสรรเพชญ์ วัดป่าโมก วัดหันตรา วัดภูเขาทอง และวัดพระราม โปรดเกล้า ฯ ให้ซ่อมเศียรพระประธานวัดมงคลบพิตร ที่ชำรุดอยู่ ทรงให้ความสำคัญในการศึกษาทางพุทธศาสนาเป็นพิเศษ ผู้ที่ถวายตัวเข้ารับราชการต้องผ่านการบวชเรียนมาแล้ว

ในปี พ.ศ.๒๒๙๖ พระเจ้ากีรติสิริราชสิงห์ กษัตริย์ลังกา ทรงทราบกิตติศัพท์ว่าพระพุทธศาสนาในกรุงศรีอยุธยารุ่งเรืองมาก จึงได้ส่งราชทูตมาขอพระมหาเถระ และคณะสงฆ์ไปช่วยฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในลังกา ซึ่งเสื่อมโทรมลงไป เนื่องจากกษัตริย์ลังกาองค์ก่อน หันไปนับถือศาสนาพราหมณ์ และทำลายพุทธศาสนา จนกระทั่งไม่มีพระสงฆ์เหลืออยู่ในลังกา สมเด็จพระเจ้าบรมโกษ จึงโปรดให้ส่งคณะสมณทูตประกอบด้วยพระราชาคณะสองรูปคือ พระอุบาลี และพระอริยมุนี พร้อมคณะสงฆ์อีก ๑๒ รูป ไปลังกา เพื่อประกอบพิธีบรรพชา อุปสมบท ให้กับชาวลังกา คณะสงฆ์คณะนี้ได้ไปตั้งนิกายสยามวงศ์ขึ้นในลังกา

หลังจากที่ได้ช่วยฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในลังกา เป็นเวลาเจ็ดปีแล้ว คณะสงฆ์คณะนี้บางส่วนได้เดินทางกลับกรุงศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ.๒๓๐๓

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เสด็จสวรรคต เมื่อปี พ.ศ.๒๓๐๑ พระชนมายุได้ ๗๗ พรรษา ครองราชย์ได้ ๒๖ ปี

แหล่งข้อมูล

แผ่นป้ายประวัติโบราณสถาน,สารานุกรมเสรีวิกิพีเดีย,student.nu.ac.th,ภาพ ศิตาลี

 

อ่าน:  3,290