เว็บไซด์  บทความ  กระทู้   
ภูมิภาคภาคกลาง

การเปลี่ยนแปลงการปกครองสมัยรัชกาลที่ ๕ (ตอนที่๕)

 

การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ

ผลจากการลงนามในสนธิสัญญาทางไมตรีและการค้ากับพระเทศตะวันตกโดยเฉพาะกับพระเทศอังกฤษ คือสัญญาเบาริ่ง มีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวต่อเนื่องมาถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยเฉพาะการคุกคามของมหาอำนาจอังกฤษและฝรั่งเศส ที่ใช้ข้ออ้างความล้าหลังของคนไทย เช่นทางด้านการศาล การภาษีอากร การบริหารหัวเมืองชายแดน ทำให้พระองค์ทรงต้องเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจหลายอย่าง เพราะเศรษฐกิจเป็นพื้นฐานของการพัฒนาประเทศ จะเห็นได้ว่าเมื่อขึ้นครองราชย์ปรากฏว่การคลังของประเทศมีปัญหามาก เช่นระบบการเก็บภาษีอากรไม่เป็นระเบียบ ทำให้รัฐต้องสูญเสียผลประโยชน์ไปมาก เงินแผ่นดินและเงินพระคลังข้างที่ลดน้อยลง จึงทรงปฏิรูปทางเศรษฐกิจหลาย ๆ ประการดังต่อไปนี้

เศรษฐกิจระบบเงินตรา

พ.ศ. ๒๔๓๕ เริ่มใช้ระบบทศนิยม คือ ๑ บาท เท่ากับ ๑๐๐ สตางค์ และออกพระราชบัญญัติธนบัตร ใน พ.ศ. ๒๔๔๕ ซึ่งแต่เดิมสมัยรัชกาลที่ ๔ เคยผลิตเงินตราลักษณะเป็นธนบัตรแล้วเรียกว่า "หมาย" มีสามราคา ใบละเฟื้องใบละสลึงและใบละบาท แต่ประชาชนไม่นิยมเพราะเห็นเป็นกระดาษไม่มีค่า จึงต้องเก็บเข้าคลังหมด สมัยรัชกาลที่ ๕ ธนบัตรที่ผลิตออกมาเรียกว่า "อัฐกระดาษ" ใบละ๑ บาท ๑๐ บาท ๒๐ บาท ๕๐ บาท ๑๐๐ บาท และ ๑๐๐๐ บาท โดยจ้าง บริษัทโทมัส เดอลารูห์ ให้พิมพ์

พ.ศ. ๒๔๔๕ เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก มีผลให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศต่ำลงจาก ๘ บาทต่อปอนด์สเตอร์ริง เป็น ๒๑ บาทต่อปอนด์สเตอร์ริง นายริเวต คาร์แนค (Rivett Carnac) ที่ปรึกษาการคลังของไทยได้ทำรายงานเสนอผลเสียหายจากค่าเงินตกต่ำที่ไทยจะได้รับผลกระทบนี้และแนะนำให้ไทยเปลี่ยนระบบการเงินจากมาตราเงินมาเป็นทองคำ เช่นเดียวกับประเทศตะวันตก ผลการเปลี่ยนดังกล่าวทำให้เศรษฐกิจของไทยได้เชื่อมโยงกับ เศรษฐกิจของโลก มีการค้าต่างประเทศกว้างขวางขึ้นมาก ค่าของเงินบาทสูงขึ้น

การจัดตั้งธนาคารพานิชย์

ประเทศอังกฤษและประเทศฝรั่งเศสนำระบบธนาคารพานิชย์มาให้ โดยให้บริษัทของตนที่ทำการค้าอยู่ในประเทศไทยเป็นตัวแทนทำหน้าที่รับฝากเงินและออกตั๋วเงิน ตลอดจนการโอนเงินระหว่างประเทศ ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวยุโรป หรือตัวแทนประกอบกิจการค้าควบคู่ไปกับธุรกิจของธนาคาร การดำเนินงานระยะแรกล้มเหลวเพราะไม่ได้ใช้หลักเกณฑ์ของธนาคารอย่างจริงจัง บางบริษัทนำเงินไปปล่อยสินเชื่อมากไปจนล้มละลายเลิกกิจการไป เช่นห้างยุกเกอร์ซีก ( Jucker Sigg.Co.,) ของสวิตเซอร์แลนด์ ต่อมาจึงมีการตั้งธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ โดยชาวอังกฤษเป็นผู้ดำเนินงานและลงทุนจดทะเบียนเป็นทางการ วันที่ ๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๓๑ และมีธนาคารชาร์เตอร์ของอังกฤษ เปิดใน พ.ศ. ๒๔๓๗ ธนาคารแห่งอินโดจีน เปิด พ.ศ. ๒๔๖๓ ธนาคารเมอร์แกนไทล์ เปิด พ.ศ. ๒๔๖๖ เป็นต้น

ธนาคารเหล่านี้ได้ออกบัตรธนาคาร (เรียกว่าแบงค์โน๊ต Bank Note) ราคา ๑ บาท ๕ บาท ๑๐ บาท ๒ๆ บาท ๔๐ บาท ๕๐ บาท ๑๐๐ บาท และ ๔๐๐ บาท เป็นรูปตั๋วสัญญาจะจ่ายเงินโลหะแก่ผู้นำบัตรนี้มาทวงถามบริษัท ธนาคารเหล่านี้ไม่เป็นที่นิยมเพราะไม่มีสาขาต่างจังหวัด ทำให้เรียกเก็บเงินไม่สะดวก อีกทั้งใช้กันเฉพาะลูกค้าชาวต่างประเทศ และชนชั้นสูงในกรุงเทพฯ เท่านั้น ต่อมาเมื่อรัฐบาลออกธนบัตรใช้เอง รัฐบาลได้ขอให้ธนาคารสาขาถอนคืนบัตรธนาคารเสีย

ต่อมาคนไทยได้ตั้งธนาคารขึ้นเพื่อปกป้องผลประโยชน์และแข่งขันกับต่างชาติ โดยใน พ.ศ. ๒๔๕๑ พระพนมสารนรินทร์และหลวงฤทธิ์ศักดิ์ชลเขตร ได้ตั้งธนาคารไทยขึ้นที่มณฑลปราจีนบุรี ชื่อบริษัทแบงค์ไทย แต่หยุดกิจการเพราะรัฐบาลไม่เห็นด้วยที่ทำการโดยไม่มีทุนรอนและไม่มี แบบแผนเป็นหลักฐาน ต่อมาสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอกนมหมื่นมหิศราชหฤทัยเสนาบดีกระทรวงการคลัง ได้ชักชวนเจ้านายขุนนางและพ่อค้านายอากรมาลงทุนเปิดสำนักงานรับฝากเงินและให้กู้เงินชื่อว่า บุคคลัภย์ (Book Club) พ.ศ. ๒๔๔๗ ต่อมาได้เพิ่มการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศด้วย พ.ศ. ๒๔๔๙ ได้ชักชวนนายทุนตะวันตกมาร่วมทุนและจองหุ้นในนามของพระคลังข้างที่ก่อตั้งธนาคารไทยขึ้นเป็นแห่งแรกชื่อว่า "แบงค์สยามกัมมาจลทุนจำกัด" ทุนก่อตั้งครั้งแรก ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท แบ่งเป็น แชร์ ๆ ละ ๑,๐๐๐ บาท

การปฏิรูปการคลัง

การจัดเก็บภาษีอากรสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ค่อนข้างสับสนซับซ้อนคือมีหลายกรมทำหน้าที่เก็บภาษีอากร เช่นกรมพระคลังมหาสมบัติ กรมพระกลาโหม กรมมหาดไทย กรมนา และกรมพระคลังสินค้าเป็นต้น เจ้าภาษีนายอากรเป็นผู้นำส่งกรมต่าง ๆ แล้วกรมเหล่านี้นำส่งให้กรมพระคลังมหาสมบัติอีกทีหนึ่ง ระบบนี้จะไม่มีผู้รับผิดชอบการภาษีอากรอย่างเด็ดขาด ไม่มีระเบียบแน่นอน ข้าราชการและเจ้าภาษีนายอากรมักยักยอกเงินหลวง รายได้เข้ารัฐจึงไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ส่งผลกระทบต่อเงินรายจ่ายแผ่นดิน ดังนั้นสมัยพระองค์จึงได้ปฏิรูปการคลังขึ้น โดยมีขั้นตอนดังนี้

พ.ศ. ๒๔๑๖ รวมกรมพระคลังสินค้า และกรมพระคลังมหาสมบัติ เข้าด้วยกันเป็นหอรัษฏากรพิพัฒน์ขึ้นในพระบรมมหาราชวัง เป็นสำนักงานกลางสำหรับเก็บเงินผลประโยชน์รายได้ภาษีอากรของแผ่นดิน ทำให้รายได้แผ่นดินเพิ่มมากขึ้นกว่าแต่ก่อนโดยมีการกวดขัน ให้เจ้าภาษีนายอากรนำเงินค่าประมูลส่งให้ครบถ้วน ถ้าส่งไม่ครบหรือหลีกเลี่ยงอย่างแต่ก่อน มีการลงโทษเฉียบขาด เพราะได้ตราพระราชบัญญัติสำหรับหอรัษฏากรพิพัฒน์ ต่อมาได้พัฒนาขึ้นมาเป็นกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ใน พ.ศ. ๒๔๓๓

มีการทำงบประมาณแผ่นดินเพื่อกำหนดรายจ่าย มิให้เกินกำลังของเงินรายได้ เป็นการรักษาดุลยภาพ และความมั่นคงของฐานะการคลัง มีการกำหนดสัดส่วนของรายจ่ายเพื่อใช้ในการสาธารณูปโภคมากขึ้นกว่าเดิม เรียกว่าพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ ประกาศใช้ครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๓๓ ต่อมา พ.ศ. ๒๔๒๔ โปรดเกล้าฯ ให้จัดทำงบประมาณขึ้นเพื่อเป็นหลักในการจัดสรรเงินให้กระทรวงต่าง ๆ เป็นสัดส่วน โดยมีหลักเกณฑ์ที่เหมือนกับปัจจุบัน ที่สำคัญคือเป็นการทำบัญชีงบประมาณรายได้และรายจ่ายในปีหน้า มีการแยกรายจ่ายส่วนพระองค์ออกจากรายจ่ายของแผ่นดินหรือรายจ่ายเพื่อสาธารณะ พ.ศ. ๒๔๔๑ ได้แยกพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ออกจากทรัพย์สินของประเทศแล้วมอบให้พระคลังข้างที่ดูแลพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์

แหล่งข้อมูล

"ประวัติศาสตร์ไทย การปกครอง สังคม เศรษฐกิจและความสัมพันธ์กับต่างประเทศก่อนสมัยสุโขทัยจนถึง พ.ศ. ๒๔๗๕".,ผู้ช่วยศาสตราจารย์ บังอร ปิยะพันธุ์, ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สถาบันราชภัฏนครปฐม
"tumtoilet3.com" (ภาพ)

 

อ่าน:  3,747