เว็บไซด์  บทความ  กระทู้   
ภูมิภาคภาคกลาง

การเปลี่ยนแปลงการปกครองสมัยรัชกาลที่ ๕ (ตอนที่ ๗)

 

การเปลี่ยนแปลงทางสังคมสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

การเปลี่ยนแปลงทางสังคมในรัชกาลนี้ ประกอบด้วยการเปลี่ยนแปลงในส่วนที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนในระดับล่างและระดับสูง การเปลี่ยนแปลงระดับล่างที่สำคัญ คือการเปลี่ยนแปลงของระบบไพร่ การเลิกทาส การเปลี่ยนแปลงประเพณีเกี่ยวกับชีวิต และราชพิธี ขนบธรรมเนียมประเพณีในราชสำนักและการเปลี่ยนแปลงฐานะของขุนนาง ซึ่งแต่เดิมมักสืบทอดโดยสายโลหิต มาเป็นใช้ความรู้ความสามารถตามแบบตะวันตก คือการเกิดปัญญาชนสมัยใหม่ที่เป็นกำลังสำคัญแก่บ้านเมือง

การเปลี่ยนแปลงของระบบไพร่

สังคมของระบบไพร่มีปัญหาทับถมมาตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์แล้ว  คือการขาดประสิทธิภาพในการควบคุมคน มูลนายเบียดบังไพร่ไว้ในวิธีการต่าง ๆ เช่น ไม่สักขึ้นกรมกอง ไม่แจ้งจำนวนตามความจริง มูลนายบางคนมีไพร่ในครอบครองมากจนอาจท้าทายพระราชอำนาจได้  ที่สำคัญคือไพร่มีผลต่อความมั่นคงและปลอดภัยของบ้านเมือง ยิ่งเมื่อต้องเผชิญกับการรุกรานของตะวันตก ทำให้เห็นว่าการรวบรวมผู้คนเข้ามาเป็นกองทัพนั้น ขาดความแน่นอนและไม่ปลอดภัยสำหรับสถานะการณ์บ้านเมืองในขณะนั้นอย่างมาก

ไพร่เองก็มีปัญหา เพราะระบบการเกณฑ์แรงงาน และการส่งส่วยเป็นการบีบบังคับ จึงทำให้ไพร่หลีกเลี่ยงพันธะโดยวิธีต่าง ๆ เช่น หนีไปบวช เมื่อบวชโดยใจไม่ศรัทธา ทำให้เกิดปัญหามากมายแก่ศาสนา บ้างหลบหนีไปซุ่มซ่อนตามป่าดง หรือตามเขตชายแดนเมืองต่าง ๆ ซ่องซุมกันเป็นโจร บ้างก่อตัวเป็นกบฎไพร่ เช่นกบฎอ้ายสาเกียดโง้ง ซึ่งเกิดในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โดยผู้นำในการก่อการเป็นพระภิกษุลาวชื่อ สา ได้อ้างตัวเป็นผู้วิเศษ มีพวกข่าเลื่อมใสมาก เข้าร่วมขบวนการด้วยถึง ๖,๐๐๐-๘,๐๐๐ คนบุกเข้ายึดเมืองจำปาสักได้ ทางราชการส่งกองทัพไปปราบได้ในที่สุด เหตุการณ์นี้ได้สะท้อนให้เห็นสภาวะล้มเหลวของการควบคุมคนตามระบบไพร่ ซึ่งรอการเปลี่ยนแปลงในที่สุด

สภาวะเศรษฐกิจสมัยหลังที่มีแนวโน้มต้องการส่วยสิ่งของและเงินตรามากกว่าแรงงาน คนก็เป็นพลังกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบไพร่ด้วย เพราะแรงงานไพร่ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพมากนัก สู้แรงงานจ้างไม่ได้ โดยเฉพาะระยะหลังมีคนจีนอพยพเข้ามาเป็นแรงงานจ้าง ทำงานได้ประสิทธิภาพมากกว่าด้วย ดังนั้นแรงงานจ้างจึงค่อย ๆ เข้ามาแทนที่แรงงานบังคับ เป็นการช่วยผ่อนคลายปัญหาระบบไพร่ อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบบเกณฑ์แรงงานมาเป็นให้มีทหารประจำการหรือทหารอาชีพขึ้นมา

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ ใน พ.ศ. ๒๔๑๑ ทรงประสบกับความยุ่งเหยิงของระบบไพร่ การกดขี่ข่มเหงไพร่ การหลีกเลี่ยงพันธะของไพร่ จึงทรงหาทางแก้ไขระบบไพร่ เพื่อดึงอำนาจการควบคุมคนของมูลนายมาสู่รัฐบาลกลาง อีกทั้งชาวตะวันตกก็รังเกียจการสักเลก การเกณฑ์แรงงาน ว่าเป็นความล้าหลังโดยเฉพาะเกิดปัญหาหลังจากการลงนามในสนธิสัญญาเบาริ่งกับอังกฤษแล้ว ปัญหาสิทธิสภาพนอกอาณาเขตมีมาก โดยไพร่ไทยและต่างชาติไปขึ้นทะเบียนสังกัดกับตะวันตกจำนวนมาก ไทยไม่มีอำนาจบังคับ เป็นต้น ปัจจัยทั้งหมดนี้เป็นแรงผลักดันให้ต้องทรงดำเนินการเปลี่ยนแปลงระบบไพร่ โดยทรงกระทำอย่างมีขั้นตอน

การเปลี่ยนแปลงของระบบไพร่ เริ่มขึ้นโดยการเพิ่มอำนาจให้กรมพระสุรัสวดี โดยให้ทำหน้าที่เกี่ยวกับกำลังคนทุกด้าน เช่น การตัดสินคดีความเกี่ยวกับไพร่ การควบคุมการสักเลก การเร่งรัดประกาศให้มูลนายนำเลกมาสักเตรียมไว้สำหรับการทำสำมะโนครัวและอนุญาตให้มีการชำระทะเบียนไพร่สม โดยให้มูลนายตั้งจำหน่ายไพร่สมที่ตาย ชรา พิการ หรือหนี ได้ ๔ ปีต่อครั้งมีการตราพระราชบัญญัติทหารออกมาหลายฉบับ จุดมุ่งหมายเพื่อจัดการทหารแบบตะวันตก โดยประกาศรับสมัครทหารหน้า ในพ.ศ. ๒๔๒๕ จุดมุ่งหมายที่เด่นชัดคือ เพื่อดึงไพร่สมและผู้ที่ยังไม่ได้สัก คือบุตรลูกหมู่ ไม่ว่าหมู่ใดกระทรวงใด เข้ามาเป็นทหารในกรมทหารหน้า โดยระบุว่าให้รับราชการ ๕ ปี ติดต่อกัน ได้รับพระราชทานเบี้ยหวัดกับเครื่องแบบสักหลาดสีดำ เงินเดือน ๆ ละ ๑๐ บาท อาหารวันละ ๒ เวลา และสิ่งที่แสดงถึงความต่อเนื่องของงานนี้คือ ถ้ารับราชการครบ ๕ ปีแล้ว ให้เรียกเกณฑ์มาฝึกการทหารอีกในช่วงสั้น ๆ ทุกปี จนกว่าจะปลดชราเมื่ออายุ ๕๐

ผลปรากฏว่าไพร่มาสมัครกันมากจนสามารถตั้งกองทหารขึ้นหลายกอง เช่นกองทหารม้า กองทหารดับเพลิง กองทหารช่าง เป็นต้น

ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงทหารสมัครมาเป็นทหารเกณฑ์ โดยจัดตั้งกองทัพประจำการขึ้นเป็นขั้นเป็นตอน เริ่มจากกรมยุทธนาธิการขึ้นใน พ.ศ. ๒๔๓๐ เป็นหน่วยงานทางทหารแบบตะวันตกหน่วยแรก ทำหน้าที่จัดการทหารโดยเฉพาะ ทั้งทางบกและทหารเรือ โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นจอมทัพ

พ.ศ. ๒๔๓๕ ให้กรมยุทธนาธิการเป็นกรมทหารบกขึ้นต่อกระทรวงกลาโหม และ พ.ศ. ๒๔๓๗ ให้แยกหน้าที่ทหารกับพลเรือนออกจากกัน โดยให้กระทรวงกลาโหมรับผิดชอบการทหารทั้งหมด ส่วนกระทรวงมหาดไทยให้รับผิดชอบพลเรือนโดยเฉพาะ และเป็นกลุ่มคนที่เสียภาษีอากรหรือเงินข้าราชการเพื่อบำรุงอาณาจักร

พ.ศ. ๒๔๔๒ ประกาศเปลี่ยนแปลงการควบคุมไพร่หรือเลก โดยให้เลกที่มิใช่ทหารทุกคนเป็นเลกคงเมืองสังกัดหัวเมืองที่เลกนั้นตั้งถิ่นฐานอยู่ ยกเว้นเลกในมณฑลกรุงเทพฯ กรุงเก่า นครชัยศรี ราชบุรี ปราจีนบุรี ที่ยังคงหมู่คงกองตามเดิม เท่ากับเป็นการโอนอำนาจการควบคุมจากมูลนายไปยังเจ้าพนักงานท้องถิ่นซึ่งได้รับเงินเดือนตามระบบบริหารแบบใหม่

พ.ศ. ๒๔๔๓ ประกาศใช้พระราชบัญญัติเกณฑ์จ้าง ร.ศ. ๑๑๙ (พ.ศ. ๒๔๔๓) กำหนดว่าการเกณฑ์แรงงาน สิ่งของ หรือสัตว์พาหนะจากราษฎร ถ้ามิใช่การป้องกันราชอาณาจักร การรักษาความสงบเรียบร้อยภายในและการสาธารณูปโภค จะต้องจ่ายค่าจ้างตอบแทนตามสมควร และทรงผ่อนภาระของไพร่หลวง โดยการออกพระราชบัญญัติเก็บเงินค่าราชการ ร.ศ. ๑๒๐ กำหนดให้เก็บจากชายฉกรรจ์ที่อายุ ๑๘-๖๐ ปี ในอัตราลดลงจาก ๑๘ บาท เป็น ๖ บาทต่อปีในบางมณฑลก่อน

พ.ศ. ๒๔๔๘ ทรงเปลี่ยนแปลงระบบทหาร จากทหารสมัครมาเป็นทหารเกณฑ์ โดยประกาศใช้พระราชบัญญัติลักษณะเกณฑ์ทหาร ร.ศ. ๑๒๔ กำหนดให้ชายไทยทุกคนที่มีอายุครบ ๑๘ ปีบริบูรณ์ และมิได้มีคุณสมบัติตรงกับข้อยกเว้น ให้มารับการคัดเลือกเป็นทหาร โดยประกาสใช้ทีละมณฑล ซึ่งได้ผลดีและราบรื่น เพราะความสัมพันธ์ระหว่างมูลนายและไพร่ได้เปลี่ยนแปลงไปบ้างก่อนหน้านี้แล้ว ทหารประจำการตอนแรกนี้มีกำหนด ๒ ปี จึงปลดเป็นทหารกองหนุนและไม่ต้องเสียเงินค่าค่าราชการอีกต่อไปตลอดชีวิต ส่วนผู้ที่มิได้รับคัดเลือกจะเสียเงินค่าราชการแทน หรือรอไว้เกณฑ์ปีหน้าก็ได้

พระราชบัญญัตินี้ถือได้ว่าการเปลี่ยนแปลงของระบบไพร่ ทำให้ราษฎรทั้งหลายเป็นอิสระ สามารถเลือกประกอบอาชีพได้อย่างอิสระ เป็นการปลดปล่อยแรงงาน ทำให้ทางราชการได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นตามความต้องการของตลาดการค้าภายในและภายนอกประเทศ

การเลิกทาส

ทาสสมัยกรุงรัตนโกสินทร์มีความเป็นอยู่เหมือนทาสสมัยกรุงศรีอยุธยา และอยู่ภายใต้ข้อบังคับกฏหมายทาสเดียวกันด้วย เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ ได้ทรงมุ่งมั่นที่จะปลดปล่อยทาสให้เป็นอิสระ โดยมีปัจจัยทั้งภายนอกและภายในดังนี้

๑.ปัจจัยภายนอก

เนื่องจากการมีสัมพันธ์กับชาวยุโรปกว้างขวางขึ้น ดังจัเห็นได้จากสมัยพระบาทสมเด้จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่มีการค้าขายกับอังกฤษ อเมริกา ฝรั่งเศส รวมทั้งมีชาวตะวันตกเข้ามาทำมาหากินในราชการและส่วนตัว เช่นมิชชันนารี อเมริกัน เป็นต้น ต่อเนื่องมาจนสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่เนื่องจากประเพณี การปกครอง การเมอง เศรษฐกิจและสังคมของชาวตะวันตกและของไทยแตกต่างกัน เมื่อมีการคบหาสมาคมกัน ความแตกต่างดังกล่าวยิ่งจะเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และก่อให้เกิดปัญหาขัดแย้งต่าง ๆ ซึ่งต้องมีการปรับปรุงแก้ไขให้ลุล่วงไป และในการแก้ไขนี้จะต้องมีการเลือกสรรเอาส่วนที่ดีงาม และเป็นประโยชน์ของชาวยุโรปมาใช้ ดังนั้นจึงเริ่มมีการรับวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อธรรมเนียมประเพณีของไทยที่มีอยู่เดิมทางด้านสังคม การเมือง และเศรษฐกิจดังนี้

ทางสังคม

เป็นแรงผลักดันที่ทำให้มีการเลิกทาสในเวลาต่อมา เพราะตัวอย่างการปฏิวัติในฝรั่งเศส พ.ศ. ๒๓๓๒ การเลิกทาสในสหรัฐอเมริกา พ.ศ. ๒๔๐๓  เป็นตัวอย่างของการยอมรับความเสมอภาคของมนุษย์ ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับข้าราชการก็มิได้เป็นแบบนายกับข้าเหมือนของไทย ด้วยเหตุนี้ชาวยุโรปในเมืองไทยจึงไม่ยอมรับระบบทาสของไทย แม้แต่คนในบังคับของชาวยุโรปก็ไม่อาจถูกบังคับหรือซื้อขายเอาลงเป็นทาสได้ ตัวอย่างดังกล่าวเป็นเหตุจูงใจให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงหาทางเลิกทาสในเวลาต่อมาทางการเมือง

จากการติดต่อกับตะวันตก ทำให้บุคคลซึ่งสูงผู้มีอำนาจในการปกครองของไทย ได้มีโอกาสเรียนรู้และรับเอาแนวคิดทางการปกครองแบบประชาธิปไตย ซึ่งหลายประเทศในยุโรปดำเนินการปกครองอยู่ โดยเฉพาะพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงได้รับการศึกษาพื้นฐานตามแบบตะวันตก และเมื่อพระองค์เสด็จเยือนต่างประเทศ ก้ได้ทรงเห็นตัวอย่าง ทำให้พระองค์ทรงเห็นความจำเป็นที่จะปฏิรูปบ้านเมืองให้ใกล้เคียงกับตะวันตก แต่การจะปรับปรุงการปกครองนี้ จะสำเร็จได้ยากถ้าหากไม่ปรับปรุงโครงสร้างทางสังคมโดยเฉพาะฐานะทางสังคมของพลเมืองที่เป็นทาส ดังนั้นการปรับปรุงสถานภาพของพลเมือง จึงเป็นปัญหารีบด่วนและมาก่อนการปฏิรูปการปกครอง จะเห็นได้จากการที่ทรงดำเนินการเลิกทาสก่อนการปฏิรูปการปกครอง

ทางเศรษฐกิจ

ระบบเศรษฐกิจของชาวยุโรปได้ผ่านยุคกสิกรรมล้าหลังมาแล้ว ลักษณะการเอาคนมาทำงานแบบทาสไพร่ได้กลายมาเป็นแรงงานจ้างแล้ว ชาวตะวันตกที่เข้ามาทำมาหากินในไทย ได้นำระบบการจ้างแรงงานมาใช้ด้วย ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญยิ่งของระบบเศรษฐกิจยุคใหม่ เป็นแบบอย่างให้ไทยดำเนินรอยตาม

๒.ปัจจัยภายใน

ทางสังคมระยะหลังได้มีความไม่วงบเรียบร้อยทางสังคมเนื่องจากปัญหาทาส เช่น ทาสหลบหนีนายมากขึ้น ทางการได้ออกกฏหมายเข้มงวดขึ้น ซึ่งย่อมจะเป็นการเพิ่มความกดดันทางสังคมมากขึ้น และมีความวุ่นวายเกิดจากการพิพาทระหว่างนายกับทาสในเรื่องต่าง ๆ มีการฟ้องร้องกัน คดีค้างอยู่ในโรงศาลมากมาย แสดงว่าระบบทาสก่อให้เกิดปัญหาทางสังคมมากมาย ทำให้ระยะหลังมีผู้เห็นว่า ประเพณีการมีทาสเป็นสภาวะที่ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในสังคม โดยเฉพาะทาสในเรือนเบี้ยและทาสเชลย

ทางการเมือง

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแม้จะสืบต่ออำนาจการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็ตาม แต่ทรงได้รับการศึกษาแบบตะวันตก ความมีน้ำพระทัยเปี่ยมด้วยเมตตาธรรม และการณ์เป็นผู้ทรงมองเห้นการณ์ไกล ทำให้พระองค์ปรารถนา ลดพระราชอำนาจลง ดังเห็นได้จากข้อความต่อไปนี้

"จะให้การทั้งปวงซึ่งเป็นการเจริญแก่บ้านเมืองสำเร็จไปเพราะฉะนั้นจึงได้ลดหย่อนพระราชอิสริยยศลง มิได้ถือพระองค์ ยอมให้ท่านทั้งหลายทูลทานทัดขัดขวางในการซึ่งทรงพระราชดำริ ซึ่งไม่ต้องด้วยยุติธรรม และให้กราบทูลการซึ่งตัวได้คิดเห็นว่าเป้นคุณตามความคิดของตน เพื่อจะได้เป็นประโยชน์แก้ราษฎรไปภายหน้า "

จากพระราชดำรินี้ แสดงถึงความห่วงใยในความผาสุขของราษฎร เห็นได้จากต่อมาที่ทรงเสด็จประพาสต้น อันเป็นการแสดงถึงความสัมพันธ์ห่วงใยแบบบิดากับบุตร ซึ่งเป็นรูปแบบการปกครองแบบบิดากับบุตร ซึ่งปราศจากการกดขี่ข่มเหงกัน เมื่อพระองค์ทรงเลื่อมใสการปกครองคนแบบบิดากับบุตร และความเจริญทางการปกครองแบบตะวันตกย่อมจะเป็นเหตุการณ์ทางการเมืองอย่างหนึ่งที่ผลักดันให้มีการเลิกทาสเพื่อปรับปรุงสถานภาพของพลเมืองก่อน แล้วจึงก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองต่อมา

ทางเศรษฐกิจ

การมีทาสไม่เหมาะสมต่อลักษณะทางเศรษฐกิจ เพราะทาสไม่มีอิสระทางเศรษฐกิจ จึงต้องเสียภาษีในอัตราที่ต่ำมาก คือเสียคนละ ๖ สลึงต่อปี ในขณะที่ไพร่เสียเงินค่าราชการคนละ ๖ บาทต่อปี ดังนั้นตราบใดที่คนส่วนใหญ่ยังเป็นทาสจะหวังให้เป็นกำลังทางเศรษฐกิจของประเทศคงไม่ได้

นอกจากนี้ การมีทาสยังไม่เป็นการส่งเสริมช่างฝีมือเพราะมีทาสไม่ได้รับการฝึกฝนความรู้ความชำนาญ ตลอดจนความคิดริเริ่มทางเศรษฐกิจ การมีทาสยังเป็นการส่งเสริมให้คนไม่รู้จักการทำมาหากินและแก้ปัญหาชีวิต เมื่อคับขันก็นำลูกเมียไปขายเป็นทาส

ข้อมูล...
หนังสือประวัติศาสตร์ไทย การปกครอง สังคม เศรษฐกิจและความสัมพันธ์กับต่างประเทศก่อนสมัยสุโขทัยจนถึง พ.ศ. ๒๔๗๕. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ บังอร ปิยะพันธุ์, ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สถาบันราชภัฏนครปฐม
ภาพ..อินเตอร์เน็ต

 

แหล่งข้อมูล

ประวัติศาสตร์ไทย การปกครอง สังคม เศรษฐกิจและความสัมพันธ์กับต่างประเทศฯ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ บังอร ปิยะพันธุ์, ภาพ อินเตอร์เน็ต

 

อ่าน:  5,255

 

ประกันภัยรถยนต์