เว็บไซด์  บทความ  กระทู้   

ศาสนาในสยามประเทศ ตอนที่ ๒

 

ศาสนาหมายถึงลัทธิความเชื่อถือของมนุษย์ เป็นคำสั่งสอนและข้อบังคับ ปฏิบัติ ซึ่งมนุษย์นำมายึดถือเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข

อย่างไรก็ตาม แม้ศาสนาพุทธจะเป็นศาสนาประจำชาติและประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ โดยอย่างยิ่ง องค์พระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ทรงเป็นพุทธมามะกะและทรงเป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภก แต่ประชาชนชาวไทยก็มีเสรีภาพในการเลือกนับถือศาสนาที่ตนศรัทธา และทางรัฐบาลก็ได้เอื้อเฟื้อต่อคนไทยที่นับถือศาสนาอื่นๆด้วยเช่นกัน โดยให้ความอุปถัมภ์ตามราชประเพณีโบราณที่พระมหากษัตริย์เคยทรงอุปถัมภ์ และในวันสำคัญของศาสนาอื่นๆ ศาสนิกชนก็สามารถปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนาของตนได้ ศาสนาต่างๆในประเทศไทย ได้แก่ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาซิกซ์

ศาสนาพุทธ

ศาสนาพุทธ ถือกำเนิดในประเทศอินเดีย ก่อนพุทธศักราชประมาณ ๔๕ ปี (ก่อนที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน ประมาณ ๔๕ ปี) และเป็นหนึ่งศาสนาที่มีความสำคัญที่สุดในโลก โดยเฉพาะในแถบเอเชียใต้ เอเชียตะวันออก เอเชียอาคเนย์ พระศาสดาคือสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเป็นโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ และพระนางสิริมหามายาแห่งกรุงกบิลพัสดุ์ (ปัจจุบันอยู่ในประเทศเนปาล) พระพุทธเจ้าทรงมีพระนามเดิมว่า เจ้าชายสิทธัตถะ ขณะที่พระองค์ทรงพระเยาว์ได้ทรงศึกษา ศิลปวิทยาจากหลายสำนัก ทรงมีความรู้ความสามารถและชำนาญในวิชาการต่างๆหลายสาขา

เมื่อพระองค์ทรงมีพระชนมายุได้ ๑๖ พรรษา ได้ทรงอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิง ยโสธรา มีพระโอรส หนึ่งพระองค์ นามว่าเจ้าชาย ราหุล ครั้นต่อมา เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงมีพระชนมายุได้ ๒๙ พรรษา ทรงรู้สึกเบื่อหน่ายโลกด้วยทรงเห็นความไม่เที่ยงแท้แน่นอนของสังขาร และทรงหวังจะช่วยชาวโลกให้พ้นจากทุกข์ พระองค์จึงทรงสละความสุขที่มีอยู่ทั้งมวล ทั้งราชทรัพย์ พระโอรส พระมเหสี พระบิดา-มารดา ญาติพี่น้องและมิตรสหาย ออกผนวชเพื่อหาทางที่จะนำไปสู่ความพ้นทุกข์ ทรงเพียรพยายามอยู่หลายวิธี จนกระทั่งได้ทรงตรัสรู้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ คือทรงรู้แจ้งสัจธรรม หรือความจริงสูงสุดแห่งโลก เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อพระชนมายุได้ ๓๕ พรรษา "พุทธ" หมายถึง ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

หลังจากที่พระองค์ทรงตรัสรู้แล้วได้ทรงเสด็จโปรดสั่งสอนเวไนยสัตว์ ตามแควันต่างๆในอินเดีย อยู่ ๔๕ ปี และสาวกที่พระองค์ทรงเสด็จไปโปรดในคราวแรกนั้น คือ ปัจจวัคคีย์ทั้ง ๕ ตลอดระยะเวลา ๔๕ ปี ของการโปรดสั่งสอนธรรม ชาวอินเดียจำนวนมากเกิดความนับถือ เลื่อมใส และเข้ามาบรรพชา อุปสมบท ในบวรพุทธศาสนา กระทั่งพระพุทธเจ้าทรงเสด็จสู่ปรินิพพาน เมื่อพระชนมายุได้ ๘๐ พรรษา ณ เมืองกุสินารา ประเทศอินเดีย

ธรรมะ หรือคำสอนของพระพุทธเจ้า ได้รับการบันทึกไว้เป็นพระคัมภีร์ เรียกว่า พระไตรปิฎก มีความยาว ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ แบ่งออกเป็น ๓ คัมภีร์ คือ

พระวินัยปิฎก ว่าด้วยเรื่อง วินัย ศีล และกำหนดกฏเกณฑ์ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เช่น การอุปสมบท การผูกพัทธสีมา สำหรับพระภิกษุ สามเณร ถือปฏิบัติ
พระสุตตันตปิฏก เป็นคัมภีร์พระสูตรที่ว่าด้วยหลักธรรมต่างๆ
พระอภิธรรมปิฏก เป็นคัมภีร์ว่าด้วย ธรรมชั้นสูง หรือปรมัตตสัจจะ

หลักธรรมที่ได้รวบรวมจากการประชุมสงฆ์ ภายหลังจากที่พระพุทธเจ้าทรงเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้วประมาณ ๑๐๐ ปี มีดังนี้

๑. อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
๒. อริยสัจจ์ ๔ ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
๓. ปฏิจจสมุปปาท
๔. อริยมรรค มีองค์ ๘ เป็นคำสอนที่ว่าด้วยการดับทุกข์ทั้งปวง ซึ่ง แยกเป็น ไตรสิกขา คือ
ศีล ว่าด้วยเรื่อง สัมมาวาจา(มีวาจาชอบ พูดชอบ) สัมมากัมมันโต(มีการงานชอบ) สัมมาอาชีโว(มีความเป็นอยู่ชอบ)
สมาธิ ว่าด้วยเรื่อง สัมมาวายาโม (มีความเพียรชอบ) สัมมาสติ(มีความระลึกชอบ) สัมมาสมาธิ(มีความตั้งใจชอบ)
ปัญญา ว่าด้วยเรื่อง สัมมาทิฏฐิ (มีความเห็นชอบ) สัมมาสังกัปโป(มีความกำหนดชอบ)
มรรคองค์แปดนี้ คือธรรมที่ประหารกิเลสและเป็นธรรมที่นำไปสู่พระนิพพาน

เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์แก่พระอรหันต์ ๑,๒๕๐ รูป ณ เวฬุวัน หลังจากทรงตรัสรู้ได้ ๙ เดือนนั้น ทรงแสดงปฐมเทศนาอยู่ ๗ เดือน ทรงสรุปรวมคำสอนในพระพุทธศาสนาเป็นฝ่าย มรรค กับ นิโรธ ซึ่งผู้ที่ปฏิบัติตามที่แสดงไว้ ทุกข์ กับสมุทัย ก็หมดไป กล่าวโดยสรุปเป็นไตรสิกขา คือ

๑. การไม่ทำบาปทั้งปวง
๒. การทำกุศลให้สมบูรณ์
๓. การทำจิตของตนให้ผ่องแผ้ว

ศาสนาอิสลาม

อิสลาม หมายถึง การยอมมอบตนตามประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าโดยสิ้นเชิง ผู้นับถือศาสนาอิสลามเรียกว่า "มุสลิม" แปลว่าผู้ยอมมอบตนต่อพระเจ้าพระศาสดาของศาสนาอิสลาม คือ นบีมูฮำมัด (นบีหมายถึงผู้แทนพระ อัลลอฮ์ ซึ่งเป็นพระเจ้าของศาสนาอิสลาม) มูฮำมัดเป็นชาวอาหรับเผ่ากุรอยฮ์ในเมืองเมกกะ (ปัจจุบันคือประเทศ ซาอุดิอาระเบีย) ศาสนาอิสลามเกิดขึ้นในดินแดนทะเลทรายอาหรับ เมืองเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ในยุคนั้นชาวอาหรับแตกแยกเป็นหลายกลุ่มขาดความสามัคคียากแก่การปกครอง มีการรบพุ่งฆ่าฟันกันตลอดเวลา ไม่มีศาสนาเป็นแก่นสาร คนส่วนใหญ่นับถือเทพเจ้าและรูปเคารพต่าง ๆ ประชาชนไม่มีศีลธรรม สตรีจะถูกข่มเหงรังแกมากที่สุด ภายใต้สภาพสังคมที่เสื่อมทรามเช่นนี้ นบีมูฮำมัด จึงคิดหาวิธีที่จะช่วยปรับปรุงแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้น นบีมูฮำมัด เป็นผู้ฝักใฝ่ในทางศาสนา หาความสงบและบำเพ็ญสมาธิ ที่ถ้ำฮิรอบนภูเขานูร์ ในคืนหนึ่งของเดือนรอมฎอน ในคัมภีร์ทางศาสนาอิสลามกล่าวว่า กาเบรียลฑูตของพระเจ้า ได้นำโองการของอัลลอฮ์มาประทาน นบีมูฮำมัด ได้นำคำสอนเหล่านี้มาเผยแพร่จนเกิดเป็นศาสนาอิสลามขึ้น ในระยะแรกของการเผยแผ่ศาสนา ได้ถูกต่อต้านเป็นอย่างมาก จนถึงกับถูกทำร้าย และได้หลบหนีไปอยู่เมืองมะดีนะฮ์ แต่ก็ยังเผยแผ่จนเป็นที่ยอมรับและมีคนนับถือมากมาย จึงได้กลับมาเมืองเมกกะ และทำการเผยแผ่ศาสนาอิสลามอย่างเต็มที่ การขยายศาสนาอิสลามออกไปยังประเทศต่าง ๆ ในยุคหลังเป็นไปโดยการใช้สงครามเข้ายึดเมืองเพื่อเผยแผ่ศาสนา คัมภีร์ของศาสนาอิสลาม ได้แก่ คัมภีร์ อัล-กุรอาน ชาวมุสลิมเชื่อว่าเป็นโองการของพระเจ้าหรืออัลลอฮ์ประทานผ่านทาง นบีมู ฮำมัด มีทั้งหมด ๖,๖๖๐โองการ ๑๑๔ ซูเราะห์ (บท) และเชื่อกันว่าโองการเหล่านี้ อัลลอฮ์ประทานมาเป็นระยะ ๆ ตามเหตุการณ์ใช้เวลาถึง ๒๓ ปี จึงเป็นคัมภีร์อัล-กุรอานที่ประกอบด้วย หลักศรัทธา ๖ ประการ คือ

๑. ศรัทธาต่อพระเจ้า (อัลลอฮ์)
๒. ศรัทธาต่อบรรดามลาอิกะ หรือเทวฑูต
๓. ศรัทธาต่อบรรดาคัมภีร์
๔. ศรัทธาต่อบรรดารอซู้ล หรือศาสนฑูต (นบี)
๕. ศรัทธาต่อวันสิ้นโลก
๖. ศรัทธาต่อกฎกำหนดสภาวะการณ์ (ของพระเจ้า)

* โดยคำว่า " ศรัทธา " หมายถึง ความเชื่อถือ ความเลื่อมใส

สำหรับหลักปฏิบัติ มี ๕ ประการ คือ

๑. การปฏิบัติตน "ไม่มีพระเจ้าองค์ใด นอกจากอัลลอฮ์ และมูฮำมัด คือศาสนฑูตแห่งพระองค์"
๒. การนมาซ หรือ ละหมาด มุสลิมต้องละหมาดวันละ ๕ ครั้ง (ย่ำรุ่ง กลางวัน เย็น พลบค่ำ กลางคืน) การละหมาดอาจทำที่ใดก็ได้ แต่ต้องหันหน้าไปทางเมืองเมกกะประเทศซาอุดิอาระเบีย
๓. การถือศีลอด
๔. การบริจาคซะกาต
๕. การประกอบพิธีฮัจญ์

ศาสนาอิสลาม เผยแผ่เข้าสู่ประเทศไทย ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน มีชาวไทยผู้นับถือศาสนาอิสลามมากเป็นอันดับสอง รองจากศาสนาพุทธ มีองค์กรทางศาสนาที่ราชการรับรอง เรียกว่าสำนักจุฬาราชมนตรี โดยมีจุฬาราชมนตรีเป็นผู้นำสูงสุด มีโครงสร้างการบริหารเป็นกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย กรรมการกลางอิสลามประจำจังหวัด และกรรมการกลางอิสลามประจำมัสยิด ในแต่ละมัสยิด (สุเหร่า) มีอิหม่าม คอเต็บ และบิหลั่น ประเภทละ ๑ คน รวม ๓ คน เป็นผู้ปกครองดูแลสัปปุรุษ

ศาสนาคริสต์

ศาสนาคริสต์ เป็นศาสนาประเภทเทวนิยม (Monotheism) นับถือพระเจ้าองค์เดียว คือ ยะโฮวา (Jehovah) เป็นผู้ทรงสร้างโลก สร้างมนุษย์และสรรพสิ่งในสากลจักรวาล เป็นผู้ประทานข้อบัญญัติแก่มนุษย์ โดยผ่านทางศาสดาพยากรณ์ (Prophets) และศาสนาฑูตตาง ๆ ในแต่ละยุค แต่ละสมัย เรื่อยมาตั้งแต่โมเสสถึงพระเยซู

พระเยซูประสูติเมื่อปี พ.ศ.๕๔๓ (เริ่มคริสต์ศักราชที่ ๑) เป็นช่วงที่อาณา จักรโรมันเจริญถึงขีดสุดภายใต้การนำของพระเจ้าซีซาร์ ตามหลักฐานกล่าวว่า พระเยซู ประสูติที่เมืองเบธเลเฮม แคว้นยูดาย มารดาชื่อ มาเรีย บิดาชื่อ โจเซฟ เป็นคนเชื้อสายยิว อาศัยอยู่ที่เมืองนาซาเรธ ในสมัยนั้นมีคำทำนายว่า "กษัตริย์แห่งชนชาติยิวได้บังเกิดขึ้นแล้ว" กษัตริย์เฮร็อค ผู้ครองแคว้นยูดายทรงทราบจึงรับสั่งให้ประหารชีวิตเด็กชายที่เกิดในเมืองเบธเลเฮม ในเวลาใกล้เคียงกันนั้น โจเซฟได้พาภรรยาและบุตรหลบหนี จนกระทั่งกษัตริย์เฮร็อคเสียชีวิตลง พระเยซูก็ เติบโตขึ้นและด้วยความสนใจใฝ่หาความรู้ทางศาสนา เมื่ออายุ ๓๐ ปี ได้พบกับนักบุญจอห์น ผู้เผยแพร่ศาสนายิวและได้รับศีลจุ่ม (แบบติส) จากจอห์นที่แม่น้ำจอร์แดน นับแต่นั้นมาพระเยซูก็ได้ชื่อว่า พระเยซูคริสต์ (Jesus Christ)

พระเยซูคริสต์ เริ่มประกาศคำสอนโดยรับเอาความเชื่อศาสนายิวเป็น หลักปฏิบัติและเป็นคำสอนที่สำคัญอันหนึ่งเรียกว่า "เทศนาบนภูเขา" (Sermon on Mount) พระเยซูส่งสาวกออกไปเผยแพร่คำสอนอันถือเป็นพระวจนะของพระเจ้าจนได้รับความนิยมจากชาวยิว และเชื่อว่าพระเยซูเป็นเมสสิอาห์ ของยิว ต่อมานักบวชชาวยิวกลุ่มหนึ่งไม่ยอมรับพระเยซูถือว่ามาปฏิวัติศาสนาและเป็นผู้สร้างคำสอนใหม่ให้ศาสนา จึงพยายามหาทางกำจัดโดยกล่าวหาพระเยซูว่าพยายามซ่องสุมผู้คน เพื่อ กบฎชาวโรมันอันเป็นที่มาของการถูกทหารโรมันจับตรึงไม้กางเขนจนถึงแก่ชีวิต เมื่ออายุ ๓๓ ปี โดยประกาศคำสอนได้เพียง ๓ ปี เท่านั้น พวกสาวกที่เลื่อมใสพระเยซูก็ตั้งเป็นศาสนาใหม่ขึ้น เรียกว่า "ศาสนาคริสต์"

คัมภีร์สำคัญของศาสนาคริสต์ เรียกว่า "คัมภีร์ใบเบิล" (The Holy Bible) ได้แก่

๑ .คัมภีร์ใบเบิลเก่า (The Old Testament) กล่าวถึงประวัติศาสตร์ชนชาติยิวตั้งแต่สมัยอับราฮัมจนถึงสมัยก่อนพระเยซูคริสต์
๒. คัมภีร์ใบเบิลใหม่ (New Testament) กล่าวถึงเรื่องราวตั้งแต่พระเยซูประสูติ จนถึง ค.ศ. ๑๐๐ เป็นเรื่องราวชีวิตของพระเยซูคริสต์ และคำสั่งสอนเรื่องความเชื่อของชาวคริสต์

ศาสนาคริสต์แบ่งออกเป็น ๓ นิกาย ได้แก่

๑. นิกายโรมันคาธอลิก (Catholic)์
๒. นิกายโปรเตสแตนท์ (Protestant)์
๓. นิกายออร์โธด็อก (Orthodox)์

โดยมีหลักความเชื่อของศาสนาคริสต์ คือ

๑. เชื่อว่าพระเยซูแห่งเมืองนาซาเรธเป็นศาสดาผู้ก่อตั้งศาสนาคริสต์
๒. เชื่อว่าพระเยซูแห่งเมืองนาซาเรธเป็นผู้สละชีวิตเพื่อไถ่บาปให้มนุษยชาติ
๓. เชื่อว่าพระเยซูฟื้นคืนชีพจริง
๔. เชื่อในพิธีล้างบาป หรือศีลจุ่ม (Baptism) และพิธีศีลมหาสนิท (Communion) โดยถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
๕. เชื่อในวันพิพากษาว่า เมื่อตายจากชีวิตนี้แล้ว จะต้องไปรอรับคำพิพากษาเพื่อการลงโทษและการตอบแทนรางวัล

คริสต์ศาสนานิกายโรมันคาธอลิก เข้ามาประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา จนถึงปัจจุบันมีชาวไทยนับถือศาสนาคริสต์ ทั้งนิกายโรมันคาธอลิกและโปรเตสแตนท์ เป็นจำนวนมาก ทางราชการให้การรับรองเป็นองค์การศาสนาที่อยู่ในความอุปถัมภ์ ดังนี้

๑. นิกายโรมันคาธอลิก มีศูนย์กลางอยู่ที่ นครวาติกัน กรุงโรม ประเทศอิตาลี มีสันตะปาปา เป็นประมุขสูงสุด ในประเทศไทยมีฐานะองค์การทางศาสนาที่ทางราชการให้การรับรองชื่อว่า สภาประมุขแห่งบาทหลวงโรมันคาธอลิก (Catholic Church Thailand) แบ่งเขตการปกครองออกเป็น ๑๐ เขต มิซซัง ได้แก่ มิซซังกรุงเทพ มิซซังราชบุรี มิซซังจันทบุรี มิซซังสุราษฎร์ธานี มิซซังเชียงใหม่ มิซซังนครสวรรค์ มิซซังท่าแร่-หนองแสง มิซซังอุบลราชธานี มิซซังอุดรธานี และมิซซังนครราชสีมา
๒. นิกายโปรเตสแตนท์ เข้ามาประเทศไทยตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์

ปัจจุบันมีองค์การทางศาสนาที่ทางราชการรับรองดังนี้

๑. สภาคริสตจักรแห่งประเทศไทย (The Church of Christ in Thailand)
๒. สหกิจคริสต์เตียนแห่งประเทศไทย (The Evangelical Fellowship of Thailand)
๓. มูลนิธิคริสตจักรคณะแบ๊บติสท์ (Foreign Mission Boars)
๔. มูลนิธิคริสตจักรวันเสาร์แห่งประเทศไทย (Seventh-day Adventist Church of Thailand)

ส่วนนิกายออร์โธด็อก ยังไม่มีการเผยแผ่มาสู่ประเทศไทย

ศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เป็นศาสนาเดียวกัน โดยศาสนาฮินดูพัฒนามาจากศาสนาพราหมณ์และเกิดในยุคพระเวท พวกอารยันซึ่งเป็นพวกผิวขาวได้เดินทางมาจากตอนใต้ของรัสเซียเข้ามาขับไล่พวกดราวิเดียนซึ่งเป็นพวกผิวดำ และเป็นชนพื้นเมืองเดิมของพวกอินเดีย พวกดราวิเดียนบางพวกหนีไปอยู่ศรีลังกาและไปเป็นชนพื้นเมืองเดิมของ ศรีลังกา บางพวกได้สืบเชื้อสายผสมผสานเผ่าพันธุ์กับพวกอารยันกลายเป็นคนอินเดียในปัจจุบัน คนอารยันนับถือ พระอาทิตย์ ส่วนพวกชนพื้นเมืองเดิมนับถือไฟ พวกอารยันเห็นว่าความเชื่อของตนเข้ากันได้กับพวกดราวิเดียน จึงได้เผยแพร่ความเชื่อของตนโดยชี้ให้เห็นว่าดวงไฟที่ยิ่งใหญ่ นั้นคือดวงอาทิตย์ จึงควรนับถือพระอาทิตย์ซึ่ง เป็นที่มาของไฟทั้งปวงในโลกมนุษย์ทำให้แนวความคิดของชนพื้นเมืองเดิมกับพวกอารยันผสมผสานเข้าด้วยกัน จนเกิดเป็นศาสนาพราหมณ์ ศาสนาพราหมณ์- ฮินดู ได้เกิดขึ้นและเผยแผ่มาเป็นเวลานานตั้งแต่ ๑,๐๐๐ ปี ก่อนพุทธกาล ทำให้แนวคิดทางศาสน าแตกต่างกันมาก จึงแบ่งออกเป็นยุคต่าง ๆ ๓ ยุค คือ

๑. ยุคพระเวท ประมาณ ๑๐๐-๑,๐๐๐ ปี ก่อนพุทธกาล ได้เกิดคัมภีร์พระเวทขึ้นประกอบด้วยคัมภีร์ ๔ เล่ม คือ
คัมภีร์ฤคเวท ใช้สวดสรรเสริญเทพเจ้า
คัมภีร์ยชุรเวท ว่าด้วยระเบียบวิธีในการประกอบพิธีบูชายันและบวงสรวงต่าง ๆ
คัมภีร์สามเวท ใช้สำหรับสวดในพิธีถวายน้ำโสมแก่พระอินทร์ และขับกล่อมเทพเจ้า และ
คัมภีร์อาถรรพเวท ใช้เป็นที่รวบรวมคาถาอาคม หรือเวทมนต์
๒. ยุคพราหมณ์ ประมาณ ๑๐๐ ปี ก่อนพุทธกาล
๓. ยุคฮินดู ตั้งแต่ พ.ศ. ๗๐๐ เป็นต้นมา

ในตอนปลายยุคพระเวทอิทธิพลของพราหมณ์ได้ก้าวถึงจุดสูงสุด ในการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ทางศาสนาพิธีกรรมมีความสลับซับซ้อนกลายเป็นสิ่งที่มีความขลัง และศักดิ์สิทธิ์ทั้งนี้รวมไปถึงการแปลความหมายของคัมภีร์พระเวทและได้เกิดระบบวรรณะขึ้น ๔ วรรณะ คือ

๑. วรรณะพราหมณ์ มีหน้าที่ติดต่อกับเทพเจ้า สั่งสอนศาสนาและประกอบพิธีกรรมแก่ประชาชนทุกวรรณะมีหน้าที่ศึกษา จดจำและสืบต่อคัมภีร์พระเวท
๒. วรรณะกษัตริย์ ได้แก่พวกนักรบ ทำหน้าที่ป้องกันชาติบ้านเมือง และทำศึกสงคราม
๓. วรรณะแพศย์ เป็นวรรณะของคนส่วนใหญ่ในสังคมได้แก่ ผู้ประกอบพาณิชกรรม เกษตรกรรม
๔. วรรณะศูทร เป็นวรรณะของพวกกรรมกรผู้ใช้แรงงาน นอกจากนี้ยังมีพวกนอกวรรณะ ซึ่งเกิดจาก การแต่งงานข้ามวรรณะ เรียกว่า "จัณฑาล" ซึ่งเป็นที่รังเกียจของทุกวรรณะ

ในประเทศไทยศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ได้เผยแผ่เข้ามาในสุวรรณภูมิก่อนพุทธกาล ดังหลักฐานจากโบราณสถานที่ต่าง ๆ ในยุคขอมเรืองอำนาจ พิธีกรรมของศาสนาพราหมณ์เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตไทยผสมกลมกลืนกับพิธีกรรมทางพระ พุทธศาสนา และเป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธีที่สำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ตราบถึงปัจจุบัน ศาสนาพราหมณ์มีองค์การทางศาสนาดูแลรับผิดชอบและเป็นหน่วยงานในสังกัดสำนักพระราชวัง คือ สำนักพราหมณ์พระราชครู มีสำนักงานอยู่ที่เทวสถานโบสถ์พราหมณ์ เสาชิงช้า กรุงเทพมหานคร

สำหรับศาสนาฮินดูนั้น เป็นศาสนาของชาวอินเดียที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร มีองค์การทางศาสนา ๒ หน่วยงาน ได้แก่

๑. สมาคมฮินดูสมาซ
๒. สมาคมฮินดูธรรมสภา

ทั้งสองหน่วยงานตั้งอยู่ที่บริเวณเสาชิงช้า ด้านตะวันออกของวัดสุทัศน์เทพวราราม และซอยวัดดอน ยานนาวา กรุงเทพมหานคร

ศาสนาซิกข์

ศาสนาซิกข์ เป็นศาสนาที่มุ่งสอนให้มนุษย์ทำความดีละความชั่ว สอนให้พิจารณาที่เหตุ และให้ยับยั้งต้นเหต ุด้วยสติปัญญา ตำหนิในสิ่งที่ควรตำหนิ และชมเชยในสิ่งที่ควรชมเชย สอนมนุษย์รักกันฉันท์มิตรพี่น้อง รู้จัก ให้อภัยต่อกัน สอนให้เข้าใจถึงการทำบุญ และการทำทาน ให้ละเว้นบาปทั้งปวง สอนให้เราทั้งหลายทราบว่า ไม่มีสิ่งใดมีอนิสงส์เสมอภาวนา สรรพสิ่งทั้งมวลย่อมแตกดับตามกาลเวลา

ศาสนาซิกข์ เป็นศาสนาที่เกิดขึ้นในประเทศอินเดีย ประมาณ ๕ ศตวรรษกว่าล่วงมาแล้ว มีพระศาสดา นานักเทพ เป็นองค์พระปฐมบรมศาสดา ทรงประสูตร เมื่อ พ.ศ. ๒๐๑๒ ณ หมู่บ้านติวัลดี ปัจจุบัน คือประเทศปากีสถาน และมีพระศาสดาสืบทอดศาสนามาอีก ๙ พระองค์ คือ พระศาสดาอังฆัตเทพ พระศาสดาอมรดาส พระศาสดา รามดาส พระศาสดาอรชุนเทพ พระศาสดาหริโควินท พระศาสดาหริราย พระศาสดาหริกริชัน พระศาสดา เตฆบหาฑรู พระศาสดาโควินทสิงห์ รวมทั้งสิ้น ๑๐ พระศาสดา พระศาสดาโควินทสิงห์ ซึ่งเป็นพระศาสดา องค์สุดท้าย ได้บัญญัติให้ชาวซิกข์ยึดถือในธรรมะอย่างเดียว นับว่าเป็นการยุติการสืบทอดศาสนาโดยบุคคล อย่างสิ้นเชิง ในขณะที่พระองค์ยังมีชนม์ชีพอยู่ พระศาสดาได้ลิขิตและรวบรวมไว้เป็นเล่มเรียกว่า "พระมหาคัมภีร์ อาทิครันถ์"

นอกจากนี้พระศาสดาโควินทสิงห์ ได้บัญญัติให้ชาวซิกข์ทุกคนยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดดังนี้ ต่อจากพระองค์แล้ว จะไม่มีพระศาสดาเป็นบุคคลสืบต่อไปอีกเด็ดขาด ทั้งนี้เพราะพระองค์ได้มอบพระโชติไว้ในพระคัมภีร์ อาทิครันถ์ แล้ว และได้อันเชิญพระคัมภีร์อาทิครันถ์ เป็นพระศาสดานิรันดร

พระคัมภีร์อาทิครันถ์ ที่เป็นพระศาสดานิรันดรของชาวซิกข์นั้น เป็นที่รวมคำสอนของพระผู้เป็นเจ้า (กรตาปุรุข) ที่พระศาสดานำมาเผยแพร่ พระศาสดาโควินทสิงห์ ทรงมีรับสั่งชาวซิกข์ไว้ว่า ด้วยโองการของพระเจ้า กรตาปุรุข จึงได้จัดตั้งอาณาจักรมีบัญชาถึงชาวซิกข์ทุกคนให้ถึงองค์พระคัมภีร์อาทิครันถ์ เป็นพระศาสดานิรันดร ผู้ใดใคร่พบพระองค์ขอให้เปิดพบได้ในพระคัมภีร์อาทิครันถ์ เท่านั้น ผู้ที่เชื่อในพระคัมภีร์อาทิครันถ์ เท่ากับว่าได้เชื่อพระองค์โดยตรง ทั้งนี้เพราะคำสอนทั้งหมดที่จารึกไว้นั้น เป็นคำสั่งสอนและคำสัญญาของพระเจ้า กรตาปุรุข ทั้งสิ้น

คำสอนนี้เป็นทั้งรูปและนามของพระองค์ (กรตาปุรุข) ผู้ใดระลึกถึงธรรมของพระองค์ พระองค์ก็ทรงประทับอยู่ด้วย ผู้ใดนับถือพระคัมภีร์อาทิครันถ์นี้แล้ว เท่ากับว่าได้บูชาในพระเจ้าแล้ว (กรตาปุรุข) และจะหลุดพ้นจากวัฏฏสงสาร พระธรรมเป็นสัญญาลักษณ์อมตะของพระเจ้า กรตาปุรุ ดังนั้นชาวซิกข์ทุกคน กราบไหว้บูชา เคารพนับถือพระคัมภีร์อาทิครันถ์ เป็นพระศาสดานิรันดร จวบจนปัจจุบันเป็นเวลากว่า ๓๐๐ ปี และตลอดไปชั่วกาลนาน

พระคัมภีร์ อาทิครันถ์ ที่พระศาสดานำมาเผยแพร่ มีความหมายถึง ๑,๔๓๐ อังสะ (ส่วน หรือตอน) ชาวซิกข์จะประกอบพิธีกรรมทางศาสนาจะต้องอัญเชิญพระคัมภีร์ ไปประดิษฐานเป็นองค์พระประธาน สวดมนต์และถวายปรนนิบัติโดยอัญเชิญพระธรรมในคัมภีร์ หนึ่งโศลค (บท) ก่อน แล้วอาราธนาคุณพระผู้เป็นเจ้ากรตาปุรุข จึงจะถือว่าพิธีนั้นเสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์

ปัจจุบันชาวซิกข์ มีศูนย์สาขา ณ สุวรรณวิหาร นครอมฤตสระ แคว้นปัญจาบ ประเทศอินเดีย และมีศูนย์กลางศาสนาในประเทศไทย ณ สมาคมศรีคุรุสิงห์สถา ซึ่งเป็นศูนย์รวมซิกข์สนิกชน ตั้งอยู่เลขที่ ๕๖๕ ถนนจักรเพชร กรุงเทพมหานคร โทร. ๒๒๑-๑๐๑๑, ๒๒๑-๒๘๓๘ และ ๒๒๑๒๙๔๒

แหล่งข้อมูล

โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ พระเทพสิทธิมุนี พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสนาธุระ วัดมหาธาตุ
thaiwisdom.org

 

 

อ่าน:  5,126