เว็บไซด์  บทความ  กระทู้   

นิกายในพุทธศาสนา

 
พระพุทธรูปนิกายหินยาน และ พระพุทธรูปนิกายมหายาน

พุทธศาสนา มี ๒ นิกาย คือ นิกายหินยาน (เถรวาท) และ นิกายมหายาน

นิกายหินยาน

นิกายหินยาน หรือเถรวาท (รูปแบบดั้งเดิม) ซึ่งหมายถึง ยานน้อย ยึดถือหลักพระธรรมวินัยดั้งเดิม โดยหลังจากพุทธปรินิพพานได้ ๓ เดือน มหากัสสปะเถระและสาวกผู้ได้เคยสดับฟังคำสั่งสอนของพระองค์จำนวน ๕๐๐ รูป ก็ประชุมทำสังคายนากัน ณ ถ้ำสัตบรรณคูหา ใกล้เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ สอบปากคำกันอยู่ ๗ เดือน จึงตกลงประมวลคำสอนของพระพุทธเจ้าได้สำเร็จเป็นครั้งแรก เป็นที่มาของคัมภีร์พระไตรปิฎก ต่อมาเมื่อมีปัญหาขัดแย้ง พระเถระผู้ใหญ่ก็ประชุมขจัดข้อขัดแย้งกัน เป็นสังคายนาต่อมาอีกหลายครั้ง จนได้พระไตรปิฎกของฝ่ายเถรวาทดังที่เรารู้จักกันทุกวันนี้ ซึ่งถือกันทั่วไปว่าเป็นคำสอนโดยตรงของพระพุทธเจ้าที่นับว่าใกล้เคียงที่สุด มีนิพพานเป็นธรรมสูงสุด นิกายหินยานเจริญสืบต่อมาทางตอนใต้ของอินเดีย แล้วแพร่หลายไปยัง ประเทศเอเชียใต้ เช่น ศรีลังกา พม่า ไทย ลาว เขมร เป็นต้น บางครั้งเรียกนิกายฝ่ายใต้

หลักธรรมที่สำคัญ ประกอบด้วย

อริยสัจ ๔ คือ ความจริงอันประเสริฐ ได้แก่

๑. ทุกข์ คือ ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ ได้แก่ ความเกิด แก่ เจ็บ ตายน
๒. สมุทัย คือ ต้นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ได้แก่ ตัณหา ๓ ประการ
๓. นิโรธ คือ ความดับทุกข์ ได้แก่ การหมดกิเลส คือ นิพพาน
๔. มรรค คือ ทางดับทุกข์ ได้แก่ อริยมรรค มีองค์ ๘

มรรคองค์ ๘ (ทางดับทุกข์)...

  • สัมมาทิฏฐิ: ความเห็นชอบ
  • สัมมาสังกัปปะ: ความดำริชอบ
  • สัมมาวาจา: เจรจาชอบ
  • สัมมากัมมันตะ: การงานชอบ
  • สัมมาอาชีวะ: เลี้ยงชีพชอบ
  • สัมมาวายามะ: เพียรชอบ
  • สัมมาสติ: ระลึกชอบ
  • สัมมาสมาธิ: ตั้งใจชอบ
  • มรรคองค์ ๘ แยกเป็น ศีล สมาธิ ปัญญา ดังนี้...

  • ศีล: เจรจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีพชอบ
  • สมาธิ: เพียรชอบ ระลึกชอบ ตั้งใจชอบ
  • ปัญญา: เห็นชอบ ดำริชอบ
  • พระไตรลักษณ์

  • อนิจจัง: ความไม่เที่ยง
  • ทุกขัง: ความเป็นทุกข์
  • อนัตตา: ความไม่เป็นของๆ ใครทั้งสิ้น (ไม่ใช่ตัวตน)
  • นิกายมหายาน

    นิกายมหายาน หรือ อาจาริยวาท หมายถึง ยานใหญ่ ซึ่งสามารถขนเวไนยสัตว์จำนวนมากให้พ้นจากทุกข์ เป็นนิกายที่แยกออกมาใหม่ ยึดถือหลักธรรมตามการตีความพุทธพจน์แตกต่างกันตั้งแต่ การตีความใหม่และการปฏิบัติของอาจารย์ของตน ครั้งปฐมสังคายนา เจริญอยู่ตอนเหนือของอินเดีย ได้แพร่เข้าไปสู่ ประเทศธิ เบต จีน เกาหลี เวียดนาม ญี่ปุ่น เป็นต้น บางครั้งเรียกนิกายฝ่ายเหนือ มุ่งสู่สัตวมรรค คือ การสงเคราะห์คนและสัตว์ให้พ้นทุกข์

    พระเจ้ากนิษกะมหาราช กษัตริย์องค์ที่ ๗ แห่งราชวงศ์กุษาณะ (ค.ศ. ๑ แห่งคริสต์ศักราช) ทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภกองค์แรกของนิกายมหายาน ได้ทรงปลูกฝังพระพุทธศาสนามหายานลงมั่นคงในราชอาณาจักรของพระองค์ และทรงส่งธรรมทูตออกเผยแพร่ยังนานาประเทศ เปรียบได้กับพระเจ้าอโศกของฝ่ายเถรวาท

    ความเชื่อ หรือ คำสอน ของฝ่ายมหายานนั้น แม้มิได้ปฎิเสธพระไตรปิฎก หากแต่ถือว่ายังไม่พอ เนื่องจากเกิดมีความสำนึกร่วมขึ้นมาว่า นามและรูปของพระพุทธเจ้าเป็นโลกุตระ ไม่อาจดับสูญ สิ่งที่ดับสูญไปโดยการเผาเป็นเพียงภาพมายา พระธรรมกายของพระองค์อันเป็นธาตุพุทธะบริสุทธิ์ยังคงอยู่ต่อไป มนุษย์ทุกคนมีธาตุพุทธะร่วมกับพระพุทธเจ้า หากมีกิเลสบดบังธาตุพุทธะก็ไม่ปรากฏ กิเลสเบาบางลงเท่าใด ธาตุพุทธะก็จะปรากฏมากขึ้นเท่านั้น มนุษย์ทุกคนมีสิทธิและมีความสามารถเป็นพระโพธิสัตว์ได้เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้า หากได้ฝึกฝนชำระจิตใจจนบริสุทธิ์ผุดผ่องด้วยเมตตาบารมี พระโพธิสัตว์จึงมีมากมาย พระโพธิสัตว์ทุกองค์ย่อมเสริมงานของพระพุทธเจ้า คำสอนของพระโพธิสัตว์จึงมีน้ำหนักเท่ากับพระไตรปิฎก

    ฝ่ายมหายานจึงมีคัมภีร์ในระดับเดียวกับพระไตรปิฎกเพิ่มขึ้นอีกมากและอาจจะเพิ่มต่อไปได้อีก หากยอมรับหรือมีศรัทธาต่อพระโพธิสัตว์ไม่เท่ากัน ความสำนึกและการแสดงออกก็ย่อมจะผิดเพี้ยนกันออกไปได้ ทำให้มีลัทธิต่างๆ มากมายในนิกายมหายาน และอาจจะเกิดใหม่ต่อไปได้อีก แต่ทั้งนี้ก็มิได้หมายความว่าเกิดการแตกแยกในศาสนาหรือนิกาย เพราะทุกลัทธิย่อมถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของพระพุทธศาสนามหายาน ด้วยเหตุผลเช่นนี้ ฝ่ายมหายานจึงภูมิใจว่านิกายของตนใจกว้าง เป็นยานใหญ่ สามารถบรรทุกคนได้มาก และบันดาลใจให้ผู้มีจิตศรัทธาบำเพ็ญเมตตาบารมีได้อย่างถ้วนทั่ว

    ฝ่ายมหายาน ได้ยกหลักโพธิจิต คือ สอนให้ทุกคนตั้งความปรารถนาในโพธิญาณ ไม่ปรารถนาเพียงอรหัตญาณเท่านั้น หลักเรื่องพุทธการกธรรม คือคุณชาติเพื่อความเป็นพระพุทธเจ้า เป็นหัวใจในนิกายมหายาน กล่าวคือบุคคลตั้งมูลปณิธิปรารถนาพุทธภูมิ บุคคลนั้นเชื่อว่ามีโพธิจิต

    คณาจารย์ฝ่ายมหายานได้อรรถธิบายพุทธมติออกไปอย่างกว้างขวาง ทำให้พระพุทธศาสนาซึ่งเป็นปฏิฐานนิยม สัจจนิยม ขยายวงกว้างเป็น อภิปรัชญา และตรรกวิทยา

    อุดมคติ ๓ ประการ ของนิกายมหายาน

    ๑. หลักมหาปัญญา ในหลักการข้อนี้ ฝ่ายมหายานได้อธิบาย หลักอนัตตา ซึ่งเป็นคุณลักษณะพิเศษในพุทธศาสนาออกไปอย่างกว้างขวางลึกซึ้ง มหายานนิยมเรียกคำว่า "ศูนย์ตา" แทนคำว่า "อนัตตา" ในส่วนปฏิบัติของบุคคล ถือว่าบุคคลจะพ้นทุกข์ได้ก็ด้วยการเข้าถึง ศูนย์ตา หมายความว่าจะต้องเป็นผู้มีปัญญาเห็นแจ้งในหลักธรรม ไม่ตกเป็นทาสของกิเลส

    ๒. หลักมหากรุณา หมายความว่า จะต้องเป็นผู้มีจิตใจกรุณาต่อเวไนยสัตว์ทั้งหลายอย่างปราศจากขอบเขต พร้อมทั้งสละตนเองเพื่อช่วยเหลือเวไนยสัตว์ให้พ้นทุกข์ ซึ่งได้แก่ การตั้งโพธิจิตมุ่งสู่พุทธภูมิ ในขณะที่ยังมิได้บรรลุต้องสร้างบารมีเพื่อช่วยสัตว์ ฉะนั้นจึงเน้นเรื่องการบำเพ็ญบารมี ๖ ซึ่งประกอบด้วย

  • ทานปารมิตา
  • ศีลปารมิตา
  • ขันติปารมิตา
  • วิริยะปารมิตา
  • ฌาณปารมิตา
  • ปรัชญาปารมิตา
  • ๓. หลักมหาอุปาย คือ พระโพธิสัตว์จะต้องประกอบด้วยกุศโลบายนานัปการ ในการช่วยเหลือ ปวงสัตว์ ต้องประกอบด้วยไหวพริบปฏิภาณในการเข้าถึง อธิมุติของปวงสัตว์ หมายความว่า พระโพธิสัตว์จะต้องมีวิธีการชาญฉลาดในการแนะนำอบรมสั่งสอนผู้อื่น ให้เข้าถึงสัจธรรม

    อัปปมัญญา หรือ พรหมวิหาร ๔

    พระโพธิสัตว์จะต้องมีคุณธรรม ๔ ประการ ที่เรียกว่า อัปปมัญญา แผ่ไปในสรรพสัตว์อันหาประมาณมิไดไม่เจาะจงหรือจำกัดมนุษย์ชาติใด ภาษาใด แม้สัตว์เดียรัจฉาน ไม่ว่าจะเล็กเท่าไร ก็มีส่วนได้รับเมตตากรุณาจากคุณธรรมอันสูงนี้

    ๑. เมตตา ความรักใคร่ปรารถนาจะให้เป็นสุข
    ๒. กรุณา ความเอ็นดูสงสาร คิดจะช่วยให้พ้นทุกข์
    ๓. มุทิตา ความพลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี
    ๔. อุเบกขา ความวางเฉย ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ วางใจเป็นกลาง

    มหาจตุรปณิธาน ๔

    พุทธมามกะผู้มุ่งพุทธภูมิ จะต้องประกอบด้วย จตุรปณิธาน ๔ ซึ่งเป็นอุปกรณ์นำผู้ปฏิบัติสู่จุดมุ่งหมาย

    ๑. เราจะละกิเลสทั้งหลายให้หมดสิ้น
    ๒. เราจะตั้งใจศึกษาพระธรรมทั้งหลายให้เจนจบ
    ๓. เราจะโปรดสรรพสัตว์ทั้งหลายให้สิ้น
    ๔. เราจะบำเพ็ญตนให้บรรลุถึงอนุตตรสัมมาสัม โพธิญาณ

    พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน แยกออกเป็นนิกายประมาณ ๔ นิกาย คือ

    ๑. นิกายศูนยวาท หรือ มาธยมิก ผู้ก่อ ตั้งคือ คุรุนาคารชุน
    ๒. นิกายวิชญานวาท หรือ โยคาจาร ผู้ก่อตั้ง คือ ท่านไมตรีนาถ
    ๓. นิกายจิตอมตวาท
    ๔. นิกายพุทธตันตระ หรือ มนตรยาน ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็นวัชระยาน

    พุทธศาสนามหายานในประเทศจีน หลังจากระยะเวลาอันยาวนานทำให้มีนิกายแตกแขนงออกไปมากมาย เช่น นิกายสัทธรรมปุณทริก (เทียนไท้จง) นิกายเซ็น หรือ ฌาณ (เสี่ยมจง) นิกายอวตังสกะ (ฮั่วเงี่ยมจง) นิกายสุขาวด ี(เจ่ง โท้วจง) นิกายตรีศาสตร์ (ซาหลุ่งจง) นิกายธรรมลักษณะ (ฮวบเซี่ยงจง) นิกายวินัย(หลุกจง) นิกายมนตรยาน(มิกจง) แต่ทั้งนี้ก็มิได้หมายความว่าเกิดการแตกแยกศาสนา ด้วยว่าทุกนิกาย ก็คือพุทธศาสนามหายาน

    แผนที่พุทธอาณาในประเทศอินเดีย

    พุทธศาสนานิกายมหายานในประเทศไทย

    เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๙๐ พุทธศาสนา ได้แพร่หลายจากประเทศอินเดียเข้าสู่แค้วนสุวรรณภูมิ ซึ่งมีชนชาติ ขอม มอญ ละว้า และไทย

    ประมาณ พ.ศ. ๑๒๐๐ สมัยศรีวิชัย พุทธศาสนามหายาน ได้แพร่หลายจากเกาะสุมาตราเข้าสู่เมืองไชยาทางภาคใต้ของประเทศไทย ทั้งนี้ ได้ความจากประวัติศาสตร์และวัตถุที่ขุดได้ใน เมืองไชยา

    ประมาณ พ.ศ. ๑๔๐๐ สมัยลพบุรี พระพุทธศาสนานิกายมหายาน หรือที่เรียกว่า อาจาริยวาท ได้แพร่ขยายเข้าสู่เมืองลพบุรี ทั้งนี้ ได้ความจากศิลาจารึกที่ขุดได้ในเมืองลพบุรี

    ประมาณ พ.ศ. ๑๖๐๐ สมัยเชียงแสน พระพุทธศาสนานิกายเถรวาท ได้แพร่หลายเข้าสู่ดินแดนภาคเหนือของประเทศไทย

    ประมาณ พ.ศ. ๑๘๐๐ สมัยสุโขทัย สมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชได้รับเอาพุทธศาสนาเถรวาท จากประเทศลังกาเข้าสู่แคว้นสุโขทัยเรียกว่า พุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ และตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ประเทศไทยก็นับถือพระพุทธศาสนาเถรวาทเป็นศาสนาประจำชาติไทยตลอดเรื่อยมา

    พระปฐมเจดีย์ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไปนั้น ตามหลักฐานระบุว่า สร้างโดยพระธรรมทูตของพระเจ้าอโศกมหาราช แต่หลักฐานและวัตถุโบราณที่ขุดพบส่วนใหญ่จะบ่งบอกถึงความเคยรุ่งเรือง ของมหายานในบริเวณนั้น ดังนั้น เป็นที่สันนิฐานได้ว่าทั้งเถรวาทและมหายานได้รุ่งเรืองในดินแดนแถบนี้มาก่อน

    ความสัมพันธ์ของ ชาวไทย และ จีน มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย จนถึงสมัยอยุธยาได้มีชาวจีนอพยพเข้าพึ่งพระบรมโพธิสมภารมากขึ้น แต่ยังไม่ปรากฏว่ามีวัดทางฝ่ายมหายานและพระสงฆ์เกิดขึ้น แม้ว่าชาวจีนส่วนใหญ่จะนับถือพุทธศาสนามหายานและนับถือลัทธิขงจื้อควบคู่กัน จึงเข้าใจว่าชาวจีนในสมัยนั้นได้ใช้ศาลเจ้าประกอบพิธีตามลัทธิขงจื้อและใช้วัดไทยในการ ประกอบพิธีทางพุทธศาสนาแม้ว่าจะเป็นคนละนิกายกัน

    สมัยธนบุรี ชาวญวน ซึ่งเป็นพุทธฝ่ายมหายานเช่นเดียวกับจีน และมีวัฒนธรรมคล้ายกันมากได้เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิ สมภาร ญวนได้สร้างวัดฝ่ายมหายานขึ้นเป็นวัดแรกบนฝั่งตะวันออกของกรุงธนบุรี และเมื่อสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ ชาวญวนและจีนได้สร้างวัดฝ่ายมหายานขึ้นอีกหลายวัด ทั้งในกรุงและนอกกรุง

    วัดจีนปรากฏในสมัยสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่ ๕ นี้เอง สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ทรงพระราชทานสมณศักดิ์สงฆ์นิกายมหานยานเป็นครั้งแรก สมณะศักดิ์จีนรูปแรก คือ "พระอาจารย์จีนวังสสมาธิวัตร (สกเห็ง) สมณะศักดิ์ญวนรูปแรก คือ "พระครูคณานัมสมณาจารย์ (องฮึง)" อารามฝ่ายมหายานจีนแห่งแรก คือ วัดย่งฮกยี่ ซี่งต่อมาได้รับ พระราชทานนามว่า วัดบำเพ็ญจีนพรต ต่อมาได้มีการสร้างวัดในฝ่ายมหายานที่สำคัญขึ้นอีก หลายวัด ดังเช่น วัดมังกรกมลาวาส วัดจีนประชาสโมสรสำนักสงฆ์อีกหลายแห่งในสมัยรัชกาล ที่ ๕ และมหายานฝ่ายจีนนิกายรุ่งเรืองสูงสุดในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบัน ในยุคของเจ้าคณะใหญ่สงฆ์จีนนิกายรูปที่ ๖ พระมหาคณาจารย์จีนธรรมสมาธิวัตรฯ(โพธิ์แจ้งมหาเถระ) ได้มีการสร้างวัดอันเป็นศูนย์กลางการปฏิบัติที่สำคัญขึ้นอีกหลายแห่ง เช่นวัดโพธิ์เย็น วัดเทพพุทธาราม วัดโพธิทัตตาราม วัดโพธิ์แมนคุณาราม ศูนย์กลางคณะสงฆ์จีนแห่งประเทศไทยเป็นต้น

    พุทธศาสนาฝ่ายมหายานในประเทศ ไทยมีอยู่สองนิกาย คือ อานัมนิกาย (ญวน) และ จีนนิกาย ธรรมปฏิบัติของสงฆ์มหายาน โดยเฉพาะสงฆ์จีนถือปฏิบัติในหลักนิกายลุกจง (นิกายวินัย) นิกายเซียมจง (นิกายวิปัสสนาหรือนิกายเซ็น) ควบกับนิกายเหี่ยนจง (นิกายเปิด) ซึ่งปฏิบัติทั่วไปในวัดจีนมหายานนิกาย และมีเฉพาะสังฆารามเดียวเท่านั้นที่มีการเพิ่มปฏิบัติในหลักนิกาย มิกจง (นิกายระหัสยานนิกายหนึ่งของวัชระยานทิเบต) เป็นพิเศษ คือ วัดโพธิ์เย็นตลาดลูกแก จังหวัดกาญจนบุรี ในยุคนี้ได้มีการแปลพระปาฏิโมกข์ฝ่ายมหายานนิกายวินัยซึ่งถือเป็น ปาฏิโมกข์วินัยที่เคร่งครัดที่สุดเพื่อเป็นหลักปฏิบัติควบคู่กับพระไตรปิฎกและโพธิสัตว์สิกขา ของพระสงฆ์มหายานจีนนิกาย

    แหล่งข้อมูล

    dhammathai.org. ข้อมูล/ภาพ
    sriganapati.com. ข้อมูล/ภาพ
    mahayana.in.th. ภาพ
    "อวสานศากยวงศ์", ฉลอง เจยาคม. ภาพ

     

    อ่าน:  7,280