เว็บไซด์  บทความ  กระทู้   

ความเป็นมาของงานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย

 

เมาลิดินนบีถึงเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย

เมื่อเอ่ยถึงงาน "เมาลิดกลางแห่งประเทศไทย" ความรู้สึกและความเข้าใจของคนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องมุสลิม หรือ คนที่ไม่ใช่มุสลิมจะมองไปในทิศทางเดียวกันว่า เป็นงานประจำปีของคนมุสลิมในประเทศไทยที่ใหญ่ที่สุด ถึงแม้ว่าจะมีความขัดแย้งทางความคิดกันอยู่บ้างในบางกลุ่ม ก็ถือเป็นเรื่องปกติที่มีมาช้านานทั่วโลก สำหรับประเทศไทยจะมีใครทราบบ้างไหมว่างานนี้เริ่มต้นมาตั้งแต่เมื่อใดและมีความเป็นมาอย่างไร ? ถึงวันนี้โลกได้วิวัฒนาการไปสู่ยุคโลกาภิวัฒน์ ทิศทางของการจัดงานเมาลิดกลางฯ ควรจะมีการพัฒนาไปอย่างไร? หรือ ควรจะคงสภาพเช่นนี้ไว้เสมือนเด็กที่เกิดมาแต่ไม่เติบโตอย่างเช่นที่ผ่านมา?

การทำเมาลิด เป็น พิธีกรรม หรือ กิจกรรม ของพี่น้องมุสลิม ส่วนหนึ่งเพื่อเป็นการรำลึกถึงท่านศาสดามูฮำหมัดซอลลั้ลลอฮู่อาลัยฮิว่าซัลลัม นิยมทำกันในวันเกิดหรือเดือนเกิดของท่านศาสดา ซึ่งท่านเกิดในวันที่ ๑๒ เดือนรอบีอุ้ลเอาวัล (เดือนที่ ๓) ก่อนฮิจเราะห์ศักราช ๕๓ ปี หรือในปี ค.ศ. ๕๗๐ ณ มหานครมักกะห์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ปัจจุบันพิธีดังกล่าวนิยมทำกันทั้งที่บ้านและที่มัสยิด แต่มีมุสลิมบางกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยและคัดค้าน เพราะถือว่าไม่ใช่หลักการศาสนาเป็นสิ่งที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่ ท่านศาสดาเองก็ไม่เคยใช้ให้ทำ ความคิดเห็นที่ขัดแย้งนี้มีมาช้านานแล้วในโลกมุสลิม แต่การทำเมาลิดก็มีการปฏิบัติกันมาอย่างต่อเนื่องมากกว่าพันปีในประเทศมุสลิม

การจัดงานเมาลิดระดับชาติในประเทศมุสลิม มุ่งเน้นไปถึงพิธีการสดุดีท่านศาสดามูฮำหมัดซอลลั้ลลอฮู่อาลัยฮิว่าซัลลัม มีการอ่านร้อยแก้วร้อยกรองเกี่ยวกับชีวประวัติของท่านศาสดา มีการจัดเลี้ยงอาหารแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง มีการจัดวิชาการด้านนิทรรศการและการบรรยายของนักวิชาการ เพื่อเผยแพร่จริยวัตรด้านต่าง ๆ ของท่านศาสดามูฮำหมัดซอลลั้ลลอฮู่อาลัยฮิว่าซัลลัม และการจัดงานลักษณะนี้หลีกเลี่ยงสิ่งที่เป็นข้อห้าม โดยเฉพาะกิจกรรมบันเทิงและกิจกรรมร่วมกันระหว่างหญิงกับชาย

แต่สำหรับประเทศซึ่งไม่ใช่ประเทศมุสลิม (Non Muslim ) ที่มีประชากรมุสลิมเพียงประมาณ ๘ เปอร์เซ็นต์ อย่างประเทศไทย ก็มีการทำเมาลิดมานานแล้วเช่นกัน โดยเป็นการทำตามบ้านและมัสยิดในชุมชน โดยการจัดในระดับชาติเพิ่งมีมาประมาณ ๖๐ กว่าปีที่ผ่านมา และการจัดงานเมาลิดในประเทศไทยก็มีความแตกต่างกับการจัดงานเมาลิดระดับชาติในประเทศมุสลิมเป็นอย่างมาก เนื่องจากการอยู่ภายใต้กฎหมายและการปกครองของรัฐบาลที่ไม่ใช่มุสลิม จึงทำให้การจัดงานต้องมีความเกี่ยวกับพี่น้องร่วมชาติที่ไม่ใช่มุสลิมมาโดยตลอด ทั้งในส่วนของผู้ร่วมงาน กิจกรรม และการสนับสนุนด้านต่างๆ

หลังจากสิ้นสุดตำแหน่งจุฬาราชมนตรีในสายท่านเฉกอะหมัด คือ "ท่านจุฬาราชมนตรีสอน อะหมัดจุฬา" ใน ปี พ.ศ. ๒๔๗๙ ก็ไม่มีการสานต่อตำแหน่งจุฬาราชมนตรี สังคมมุสลิมในยุคนั้นเป็นช่วงที่มีปัญหามาก โดยเฉพาะปัญหาความวุ่นวายที่เริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบกับความไม่แน่นอนของการบริหารประเทศในระบอบประชาธิปไตยที่มีการเปลี่ยนแปลงมาเพียง ๔ ปี คือในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ความมีอคติต่อมุสลิมทั้งของเจ้าหน้าที่รัฐและผู้บริหารประเทศบางคนเริ่มรุนแรงขึ้น

แต่ยังมีมุสลิมบางกลุ่มที่พอจะมีบทบาทในสังคมอยู่บ้าง โดยอาศัยที่เคยมีส่วนร่วมกับคณะราษฎรทำการปฏิวัติในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ บุคคลกลุ่มนี้เริ่มมองเห็นวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นกับพี่น้องมุสลิมว่าจะค่อยๆ หมดความสำคัญ และ โอกาสในสังคมไป เพราะมุสลิมส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนที่มาจากภาคใต้ ซึ่งแทบจะไม่มีสายสัมพันธ์กับมุสลิมกลุ่มที่เคยเป็นจุฬาราชมนตรี ซึ่งบางส่วนได้เปลี่ยนศาสนาไปบ้างแล้ว บางส่วนใกล้ชิดกับเจ้าขุนมูลนายในระบบศักดินา ความคิดที่จะให้มีการรวมกลุ่มสำหรับพี่น้องมุสลิมในส่วนกลางจึงเกิดขึ้น และความคิดนี้คงไม่สามารถดำเนินการได้อย่างราบรื่นเพราะอาจถูกเพ่งเล็งไปในทางที่ไม่ดีได้ มุสลิมกลุ่มนี้จึงได้เอาแนวคิดทางศาสนาเข้ามา โดยเลียนแบบวิธีการจากประเทศอียิปส์ที่คนกลุ่มนี้เคยไปร่ำเรียนมา การจัดงานเมาลิดในระดับชาติจึงเกิดขึ้นโดยใช้ชื่อว่า "เมาลิดินนบี"

ครั้งที่ ๑ จัดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๘๐ โดยมี ฮัจยีอับดุลเลาะห์ การีมี เป็นประธาน จัดขึ้นที่หอประชุมกรมศิลปากร

ครั้งที่ ๒ ปี พ.ศ. ๒๔๘๑ มี นายเล็ก นานา เป็นประธาน จัดขึ้นที่บ้านนายเล็ก นานา

ครั้งที่ ๓ ปี พ.ศ. ๒๔๘๒ มี นายเล็ก นานา เป็นประธาน จัดขึ้นที่โรงเรียนอำนวยศิลป์

หลังจากจัดได้ ๓ ครั้ง ปัญหาที่เกิดขึ้นกับพี่น้องมุสลิมก็มากขึ้นเรื่อยๆ การจัดงานเมาลิดจึงหยุดลง มีการออกประกาศรัฐนิยม ๑๒ ฉบับ โดย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ในยุคคลั่งชาติ ทำให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อมุสลิมทั่วประเทศ โดยเฉพาะคำสั่งที่ให้นำพระพุทธรูปไปประดิษฐานในมัสยิดทุกมัสยิด รวมทั้งการที่คนมุสลิมต้องเปลี่ยนชื่อมาเป็นชื่อไทยและการห้ามเรียนกุรอานด้วย นายแช่ม พรหมยงค์ มุสลิมหนึ่งในคณะราษฎร ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ซึ่งในขณะนั้นได้รับมอบหมายให้คุมกำลังบางส่วนของเสรีไทย เพื่อต่อต้านกองทัพญี่ปุ่นในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง และมีภารกิจพิเศษ คือ ปฏิบัติการใดๆ ที่สามารถต่อต้านแนวคิดรัฐนิยมของจอมพล ป. พิบูลสงคราม เนื่องจากในขณะนั้น จอมพล ป. ประกาศตัวเข้าข้างฝ่ายญี่ปุ่นในสงครามเอเชียมหาบูรพา เมื่อรูปการเป็นเช่นนั้น นายแช่ม พรหมยงค์ จึงได้ร่วมกับ นายบรรจง ศรีจรูญ หนึ่งในอีกคนของคณะราษฎรที่เป็นมุสลิมได้ใช้โอกาสนั้นเชิญผู้นำมุสลิมจากทั่วประเทศหารือ เพื่อจัดรวมพลังมุสลิมขึ้นในนามของงานเมาลิดซึ่งเคยจัดมาและได้หยุดไป

การจัดงานเมาลิดครั้งที่ ๔ จึงถูกจัดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๘๖ โดยมีนายบรรจง ศรีจรูญ เป็นประธาน จัดขึ้นที่พระราชอุทยานวังสราญรมณ์ ในการจัดงานครั้งนี้เป็นงานเมาลิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคนั้น เพราะมีผู้นำศาสนาและพี่น้องมุสลิมจากทั่วประเทศเข้าร่วม ทั้งนี้เพื่อเป็นการแสดงพลังให้ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้รับรู้ถึงพลังของพี่น้องมุสลิม และ นายแช่ม พรหมยงค์ ได้เชิญ หลวงวิจิตรวาทการ มาเป็นประธานเปิดงาน เนื่องจากหลวงวิจิตรเป็นต้นคิดในการเอาพระพุทธรูปไปประดิษฐานในมัสยิด

ก่อนการเปิดงานมีการกล่าวอารัมภบทถึงความอยุติธรรมที่พี่น้องมุสลิมใน ๔ จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้รับ และมีการเรียกร้องให้ยกเลิกความคิดการประดิษฐานพระพุทธรูปในมัสยิด ซึ่งก็ได้รับความสำเร็จอีกทั้งยังสร้างความประหวั่นให้กับ จอมพล ป. พิบูลสงคราม อีกด้วย จากนั้นไม่นาน จอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่วนนายแช่ม พรหมยงค์ ได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๘ ให้เป็นจุฬาราชมนตรีคนแรกในสายซุนหนี่ ในปี พ.ศ. ๒๔๘๘

งานเมาลิดินนบี ครั้งที่ ๕ ได้จัดขึ้นอีกใน ปี พ.ศ. ๒๔๘๗ มี นายประวิติ ศรีจรูญ เป็นประธาน จัดขึ้นที่สำนักงานมุสลิมสภา ถนนราชดำเนิน

ครั้งที่ ๖ ปี พ.ศ. ๒๔๘๘ มี นายประวิติ ศรีจรูญ เป็นประธาน จัดขึ้นที่สำนักงานมุสลิมสภา ถนนราชดำเนิน

ครั้งที่ ๗ ปี พ.ศ. ๒๔๙๑ มี นายนิพนธ์ สิงห์สุมาลี เป็นประธาน จัดขึ้นที่พระราชอุทยานสราญรมณ์

ครั้งที่ ๘ ปี พ.ศ. ๒๔๙๒ มี นายนิพนธ์ สิงห์สุมาลี เป็นประธาน จัดขึ้นที่ พระราชอุทยานสราญรมณ์

ครั้งที่ ๙ ปี พ.ศ. ๒๔๙๓ มี นายนิพนธ์ สิงห์สุมาลี เป็นประธาน จัดขึ้นที่ พระราชอุทยานสราญรมณ์

หลังจากปี พ.ศ. ๒๔๙๓ การจัดงานเมาลิดระดับชาติก็ได้หยุดไป แต่งานเมาลิดตามบ้านและมัสยิดในชุมชนต่างๆ ยังเป็นที่นิยมปฏิบัติกันต่อๆ มา แต่เป็นไปเฉพาะในด้านพิธีกรรมไม่ได้มีกิจกรรมสังคมอื่นๆ แต่อย่างไร องค์ประกอบสำคัญอีกประการหนึ่งที่งานเมาลิดระดับชาติต้องหยุดไปเพราะการกลับมามีอำนาจอีกครั้งหนึ่งของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่พยายามจะลดบทบาทและอำนาจของมุสลิมในสังคม แม้แต่อำนาจหน้าที่ของจุฬาราชมนตรีที่เคยเป็นถึงที่ปรึกษาพระเจ้าอยู่หัวก็ถูกลดอำนาจลง เป็นเพียงแค่ที่ปรึกษากรมการศาสนา โดยเริ่มตั้งแต่สมัยอาจารย์ต่วน สุวรรณศาสตร์ ในปี พ.ศ. ๒๔๙๒ จนถึงปัจจุบัน

เมื่อสิ้นสุดยุคคลั่งชาติของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ความคิดที่จะจัดงานเมาลิดของมุสลิมในประเทศไทยได้เกิดขึ้นอีกครั้งใน ปี พ.ศ. ๒๕๐๔ โดยการรวมตัวของผู้นำและองค์กรศาสนา งานเมาลิดจึงได้เกิดขึ้น โดยใช้ชื่อว่า "งานเมาลิดส่วนกลาง" โดยมีคุณหญิงแสงดาว สยามวาลา เป็นประธาน จัดขึ้นที่สวนลุมพินี เป็นการจัดงานระดับชาติ ครั้งที่ ๑๐ และจากการที่งานเมาลิดระดับชาติได้หยุดไปกว่า ๑๐ ปี ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๓ คนรุ่นหลังที่ไม่ทราบที่มาที่ไป จึงได้นับการจัดงานครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๑ และรายงานต่อๆ กันมา แต่โดยความเป็นจริงแล้วต้องนับการจัดงานครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๑๐

ในปี พ.ศ. ๒๕๐๖ อาจารย์ต่วน สุวรรณศาสตร์ ได้กราบบังคมทูลเชิญ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ เป็นองค์ประธานในพิธี และพระองค์ท่านได้ทรงรับการกราบบังคมทูลของท่านจุฬาราชมนตรีมาเป็นองค์ประธานในพิธี ตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๕๐๖ เป็นต้นมา นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณและความปลื้มปิติยินดีเป็นล้นพ้นต่อพสกนิการชาวไทยมุสลิม

จาก ปี พ.ศ. ๒๕๐๔ งานเมาลิดส่วนกลางได้ถูกจัดมาอย่างต่อเนื่องไม่เคยขาด ได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น "งานเมาลิดกลาง" ใน ปี พ.ศ. ๒๕๑๕- ๒๕๒๒ และได้เปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น "งานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย" ตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๕๒๕ จนถึงปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จฯ มาเป็นองค์ประธานในพิธี ในปีใดที่ไม่สามารถเสด็จฯ มาได้ก็จะให้ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และ ในระยะหลังตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๕๒๑ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เป็นผู้แทนพระองค์ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน

เนื่องจากงานเมาลิดกลาง เป็น งานระดับชาติที่พี่น้องมุสลิมจำนวนมากมาเที่ยวและร่วมกิจกรรม อีกทั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นองค์ประธานในพิธี สถานที่สำหรับจัดงานจึงมีความจำเป็นที่จะต้องให้เหมาะสมและเพียงพอที่จะรองรับผู้มาร่วมงานได้ ดังนั้น การจัดงานจึงต้องใช้สถานที่ที่สามารถรองรับผู้คนได้จำนวนมาก เช่น ลุมพินีสถาน สนามกีฬาหัวหมาก สนามกีฬาแห่งชาติ และจากปี พ.ศ. ๒๕๒๙ ได้ใช้สวนอัมพรมาจนถึงปัจจุบัน

การทดสอบกอรี ในงานเมาลิดกลางฯ ได้ถูกกล่าวว่ามีความสำคัญและเป็นหัวใจของงาน ในแต่ละปีจะใช้งบประมาณสูงพอสมควร แต่ในความเป็นจริงการทดสอบแทบไม่ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานและมีคนเข้าฟังการทดสอบน้อยมาก บ่อยครั้งที่เห็นคนเพียงไม่กี่คนในห้องโถงที่สามารถจุคนได้ถึงสองพันคน เช่นเดียวกับในเรื่องวิชาการทั้งการสัมมนาและนิทรรศการก็เป็นกิจกรรมที่ผู้มาร่วมงานให้ความสนใจน้อยมาก นักวิชาการ นักการเมืองที่ถูกเชิญมาเป็นวิทยากรหลายคนเสียผู้เสียคนเพราะต้องนั่งพูดให้เก้าอี้ฟังเป็นชั่วโมงๆ มาหลายคนแล้ว แต่สำหรับร้านค้า ร้านอาหาร หรือกิจกรรมบนเวทีที่เป็นความบันเทิง หรือ การแสดงวัฒนธรรมพื้นบ้าน และขับลำนำนาซีร สิ่งเหล่านี้กลับได้รับความสนใจมากบางครั้งห้องที่จัดแสดงไม่พอเพียงกับผู้ชม และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งในความแตกต่างของงานเมาลิดที่จัดขึ้น เมื่อนำไปเปรียบเทียบระหว่างการจัดขึ้นในประเทศไทยกับในประเทศมุสลิมอื่นๆ จนมีหลายคนปรารภว่าน่าจะเปลี่ยนชื่องานนี้เป็น "งานมุสลิมแห่งชาติ" เพื่อเป็นการพบปะและสืบสานวัฒนธรรมประเพณีของพี่น้องมุสลิมในประเทศไทย ส่วนงานเมาลิดกลาง ก็ไปจัดเป็นงานพิธีการสดุดีท่านศาสดามูฮำหมัดซอลลั้ลลอฮู่อาลัยฮิว่าซัลลัม ให้ตรงกับวันเกิดหรือเดือนเกิดของท่าน คือ ในเดือนรอบีอุ้ลเอาวัล (ไม่ทราบว่าเขียนแบบนี้แล้วจะโดนกล่าวหาอะไรอีกหรือไม่)

มีการตั้งข้อสังเกตว่ามีคนมากมายที่ชอบนำประเด็นเหล่านี้มาวิเคราะห์วิจารณ์ว่า เป็นงานกาชาดของมุสลิมบ้าง งานไก่ย่างบ้าง จนทำให้ประธานจัดงานในแต่ละปีพยายามที่จะปรับปรุงในเรื่องวิชาการ แต่ก็ยังไม่มีคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่วิพากษ์วิจารณ์ก็ไม่เคยสนใจจะเข้าร่วมกิจกรรมนั้นๆ แต่กลับไปนั่งทานอาหารเฮฮาอยู่ตามร้านไก่ย่างอยู่เหมือนกัน เหล่านี้คือความจริงที่พิสูจน์ได้ทุกปี

เมื่อ การจัดงานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย เป็นงานประจำปีของพี่น้องมุสลิม โดยมีสำนักจุฬาฯ และองค์กรมุสลิมเป็นองค์ประกอบ กฎเกณฑ์และวัตถุประสงค์จึงได้ถูกกำหนดขึ้นเป็นหลักการไว้ ดังนี้

๑. เพื่อเฉลิมฉลองวันประสูติของท่านศาสดามูฮำหมัดซอลลั้ลลอฮู่อาลัยฮิว่าซัลลัม
๒. ศึกษาวิเคราะห์เผยแพร่จริยวัตรและคำสอนของท่านศาสดา
๓. ส่งเสริมความสามัคคีระหว่างพี่น้องมุสลิม
๔. ส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีงามกับผู้นับถือศาสนาอื่น
๕. ส่งเสริมกิจกรรมสังคมสงเคราะห์ตามหลักการของอิสลาม
๖. ส่งเสริมกิจกรรมทางด้านวิชาการและกิจกรรมอื่นอันไม่ขัดกับหลักการอิสลาม
๗. จัดทดสอบผู้อ่านอัลกุรอาน (กอรี) เพื่อเป็นผู้แทนประเทศไทยไปร่วมทดสอบในระดับนานาชาติ ณ ประเทศมาเลเซีย ตามที่คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยมอบหมาย
๘. สนับสนุนโครงการของรัฐ อันไม่ขัดต่อหลักการศาสนาอิสลาม

สำหรับกิจกรรมในงานเมาลิดกลางฯ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีกิจกรรมที่หลากหลายและเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ ส่วนกิจกรรมหลักๆ ประกอบด้วย การตัมมัตกุรอานของเยาวชน พิธีการสดุดีท่านศาสดามูฮำหมัดซอลลั้ลลอฮู่อาลัยฮิว่าซัลลัม พิธีการรับเสด็จ ทดสอบกอรี กิจกรรมเยาวชน สัมมนาวิชาการและนิทรรศการ และที่ดูจะยิ่งใหญ่กว่ากิจกรรมอื่นๆ คือ การออกร้านขายสินค้าทุกชนิดจากทั่วทุกมุมโลก โดยเฉพาะการออกร้านอาหารจนมีการเปรียบเปรยว่าเป็นงานขายไก่ย่าง ส่วนการทดสอบกอรีก็เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ถูกกล่าวว่ามีความสำคัญที่สุด และอยู่คู่กับงานเมาลิดกลางมาตั้งแต่เริ่ม โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการคัดผู้แทนไปทดสอบในระดับนานาชาติที่ประเทศมาเลเซีย และต่อมาได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงมหาดไทย ซึ่งนักกอรีของประเทศไทยสามารถทำชื่อเสียงให้กับประเทศมาโดยตลอด บางครั้งสามารถคว้าตำแหน่งชนะเลิศมาครอง

ประธานจัดงานเมาลิดกลางฯ ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้งานในแต่ละปีได้รับความสำเร็จลุล่วง เพราะโดยวิธีปฏิบัติถือเป็นผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จในปีนั้นๆ การคัดเลือกสรรหาเพื่อให้ได้คนที่เหมาะสมมีศักยภาพและต้องเป็นที่ยอมรับของสังคมในยุคนั้นๆ ดังนั้น ที่ผ่านมาผู้ที่จะมาเป็นประธานจัดงาน จึงเป็นที่รู้จักกันดีในสังคมมุสลิมจนถึงทุกวันนี้ บางครั้งบางปีแทบจะหาคนมาเป็นประธานจัดงานไม่ได้ เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ หรือ สถานการณ์บ้านเมืองไม่อำนวย บางคนจึงต้องช่วยเป็นมากกว่าหนึ่งครั้ง

สำหรับวิธีการที่จะได้มาซึ่งตัวประธานก็โดยการเชิญองค์กรต่างๆ มาร่วมหารือโดยมีจุฬาราชมนตรีเป็นประธาน แต่โดยความจริงก็รับรู้กันอยู่ก่อนแล้วว่าจะเป็นใคร ในแต่ละปีเพราะมีการประสานติดต่อกับท่านจุฬาฯ ไว้แล้ว วันเลือกตั้งจึงเป็นแค่เพียงการทำภาพให้สมบูรณ์เป็นที่ยอมรับกันเท่านั้นเอง เมื่อได้ประธานจัดงานอำนาจเบ็ดเสร็จในการจัดงานหมด รวมทั้งการคัดเลือกคนมาร่วมงานนโยบาย และ วิธีปฏิบัติ ก็ขึ้นอยู่กับประธานจัดงานในปีนั้นๆ พอปีต่อไปก็เปลี่ยนนโยบายไปเรื่อย ๆ การจัดงานเมาลิดกลางฯ จึงไม่มีการสานต่อนโยบายต่อกันถึงแม้ว่าจะจัดมา ๕๐-๖๐ ครั้งแล้วก็ตาม

กระทั่งมีการเปลี่ยนแปลงพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. ๒๕๔๐ และนำมากำหนดใช้ในปี พ.ศ. ๒๕๔๒ การเลือกประธานจัดงานเมาลิดกลางฯ จึงได้มีการเปลี่ยนแปลงตามระเบียบที่กำหนดไว้ตามพระราชบัญญัติ โดยการเลือกตั้งจะเลือกโดยคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย ซึ่งประกอบด้วย คณะกรรมการกลางอิสลามฯ และ ประธานอิสลามประจำจังหวัดทั่วประเทศ ไม่ใช่เลือกโดยองค์กรศาสนา หรือ ท่านจุฬาราชมนตรีเหมือนที่ผ่านๆ มา

การเลือกตั้งตามระเบียบใหม่เริ่มนำมาใช้อย่างจริงจังในปี พ.ศ. ๒๕๔๔ หรือ ฮ.ศ. ๑๔๒๒ ในปีนั้น มีผู้ถูกเสนอชื่อ ๒ คน คือ นายปรัชญา เจริญสุข กับ นายอรุณ บุญมาเลิศ ผลปรากฎว่าผู้ที่ได้รับเลือกในปีนั้นคือ นายปรัชญา เจริญสุข ซึ่งถือได้ว่าเป็นคนแรกที่ได้รับเลือกตั้งตามระเบียบการจัดงานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย

เมื่อมีกฎระเบียบการจัดงานเมาลิดกลางฯ ก็ดูว่าจะมีการพัฒนาขึ้น ในปีต่อมา คือ ปี ฮ.ศ. ๑๔๒๓ ยิ่งดูคึกคักขึ้นเมื่อมีผู้ถูกเสนอชื่อถึง ๓ คน คือ

๑. นาย ปรัชญา เจริญสุข
๒. นาย อรุณ บุญมาเลิศ
๓. นาย ไพศาล พรหมยงค์

ผลปรากฎว่าที่ประชุมเลือก นายไพศาล พรหมยงค์ เป็นประธานจัดงานเมาลิดกลางฯ การจัดงานในปีนั้นดูจะมีการพัฒนาและได้รับการยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะประธานจัดงานมาจากการเลือกตั้งจึงต้องพยายามทำผลงานตามที่ได้รับความไว้วางใจให้มาก

ในปีต่อมาคือ ปี ฮ.ศ. ๑๔๒๔ ได้เกิดวิกฤตงานเมาลิดกลางฯ ขึ้น เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อผลปรากฎว่า นายไพศาล พรหมยงค์ ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานจัดงานอีกครั้งเป็นวาระที่สอง แต่ปรากฎว่าสร้างความไม่พอใจให้กับท่านจุฬาราชมนตรี นายสวาสดิ์ สุมาลยศักดิ์ และคนรอบข้างรวมทั้งผู้สนับสนุน โดยมีการกล่าวหาพาดพิงหลายประเด็น อาทิ ไม่เชื่อผู้นำ ไม่โปร่งใสในการจัดงานครั้งที่ผ่านมา ไม่คืนเงินจากการจัดงาน ซึ่งข้อกล่าวหาเหล่านั้นเป็นคำกล่าวหาเท็จทั้งสิ้น ส่วน นายไพศาล พรหมยงค์ ได้รับเลือกตั้งจากกรรมการอำนวยการถูกต้องตามหนังสือเชิญประชุมของท่านจุฬาฯ ทุกครั้ง ปัญหาเหล่านี้เป็นที่มาของการฟ้องร้องระหว่าง นายสวาสดิ์ สุมาลยศักดิ์ จุฬาราชมนตรี กับนาย วินัย สะมะอุน โดยนายวินัยถูกกล่าวหาว่าละเมิดอำนาจหน้าที่และเป็นคดีกันจนทุกวันนี้ก็ยังไม่สิ้นสุด

เมื่อท่านจุฬาไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง จึงได้แต่งตั้ง นายปรัชญา เจริญสุข ขึ้นมาเป็นประธานจัดงานท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แต่การจัดงานในปีนั้นก็ผ่านไปด้วยความล้มเหลว และเป็นบาดแผลของสังคมผู้บริหารมุสลิมที่ต้องจารึกไว้

ปี ฮ.ศ. ๑๔๒๕ ท่านจุฬาราชมนตรีได้เรียกประชุม เพื่อเลือกตั้งประธานจัดงานเมาลิดกลางฯ อีกครั้ง และมีการขอในที่ประชุมให้ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นประธานจัดงานเพื่อเห็นแก่ความสามัคคี โดยมีข้อสัญญาว่าจะถอนฟ้อง นายวินัย สะมะอุน ที่ประชุมเห็นชอบตามคำขอของท่านจุฬาฯ

ปี ฮ.ศ. ๑๔๒๖ การเลือกตั้งประธานจัดงานเมาลิดกลางฯ ได้เกิดขึ้นอีกครั้ง ในวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๔๘ มีกรรมการอำนวยการเข้าร่วมมากเป็นประวัติการณ์ จำนวน ๗๑ คน จาก ๗๖ คน โดยมี นายสวาสดิ์ สุมาลยศักดิ์ จุฬาราชมนตรีเป็นประธาน การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปตามกฎระเบียบอย่างถูกต้อง มีผู้ถูกเสนอชื่อ ๓ คน คือ

๑. ท่านผู้หญิงสมร ภูมิณรงค์ เสนอโดย ท่านจุฬาราชมนตรี
๒. นายไพศาล พรหมยงค์ เสนอโดย นายประเสริฐ มินิ
๓. นายอรุณ บุญมาเลิศ เสนอโดย นายฮูเซ็น อีซอ

แต่หลังจากมีการอภิปรายปรากฎว่า ท่านผู้หญิงสมร ภูมิณรงค์ และ นายอรุณ บุญมาเลิศ ถอนตัว นายไพศาล พรหมยงค์ จึงได้รับเลือกเป็นประธานจัดงานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย ประจำปี ฮ.ศ. ๑๔๒๖ โดยการลงนามแต่งตั้งของท่านจุฬาราชมนตรีอีกครั้ง

๕๔ ครั้ง ของการจัดงานเมาลิดกลางฯ ที่ผ่านมากว่า ๖๘ ปี นอกจากจำนวนคนที่มากขึ้นกิจกรรมที่มากขึ้นและร้านอาหารที่มากขึ้นทุกปี แต่กิจกรรมที่บ่งบอกถึงการสดุดีท่านศาสดา กิจกรรมที่สามารถสร้างประโยชน์ต่อส่วนรวมแบบเป็นรูปธรรมแทบไม่ได้รับการพัฒนาขึ้นเลย ถึงวันนี้ยุคโลกาภิวัฒน์การอยู่ร่วมกันระหว่างพี่น้องมุสลิมและพี่น้องต่างศาสนิกเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมต่อพี่น้องมุสลิม ทั้งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้และทั่วประเทศ พื้นฐานของปัญหาเกิดขึ้นจากความไม่เข้าใจต่อกันและลุกลามเป็นความขัดแย้งและสู่ความแตกแยกในที่สุด

ดังนั้น จากวันนี้ไปการทำความเข้าใจให้เกิดขึ้นต่อพี่น้องต่างศาสนิกร่วมชาติต่อหน่วยงานราชการจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง การใช้โอกาสในการจัดงานเมาลิดกลางฯ จึงเป็นโอกาสที่ดียิ่ง เพราะการที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ แทนพระองค์ ไปทรงเป็นประธานในพิธี ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ในขณะที่ถึงวันนี้ประธานเปิดงาน ในแต่ละวันจึงได้เรียนเชิญผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง รวมถึงการเรียนเชิญท่านนายกรัฐมนตรีมาเป็นผู้ปิดงานในคืนสุดท้าย และยังมีกิจกรรมในงานอีกมากมายที่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐ เหล่านี้คือโอกาสที่จะเผยแพร่แนวทางและหลักการของอิสลามให้ได้รับรู้ความจริง มิใช่รับรู้ในสิ่งที่เป็นปัญหาตามแนวคิดที่ไม่ถูกต้อง ควรใช้โอกาสนี้เป็นจุดเริ่มต้นของความสมานฉันท์ของคนในชาติ

สำหรับมุสลิม งานเมาลิดกลางฯ ที่ผ่านมาเป็นเรื่องของความสงสัย เป็นแดนสนธยาของผู้คนโดยทั่วไปว่า ผิดหลักการศาสนาหรือไม่? มีประโยชน์อะไร? รายได้จากการจัดงานไปไหน? จัดกัน ๕๐-๖๐ ครั้ง เหลือเงินเท่าไหร่? เคยมีการสร้างถาวรวัตถุเป็นอนุสรณ์ตามที่เคยประกาศกันไว้หรือไม่? หรือ เป็นงานที่สร้างผลประโยชน์ให้กลุ่มคนบางกลุ่ม สร้างชื่อเสียงให้ประธานจัดงาน เหล่านี้ยังเป็นคำถามต่อไปเรื่อยๆ ตราบใดที่การจัดงานเมาลิดกลางฯ ยังไม่สามารถสร้างสรรค์ประโยชน์อะไรให้ออกมาเป็นรูปธรรม

ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่การจัดงานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย จะสร้างประโยชน์ให้กับพี่น้องมุสลิมให้กับสังคมของชาติได้อย่างแท้จริง อัลลอฮฺซุบฮาน่าฮูว่าตาอาลาได้ทรงตรัสไว้ว่า " เราจะไม่เปลี่ยนแปลงกลุ่มชนหนึ่งกลุ่มชนใด จนกว่าเขาจะเปลี่ยนแปลงตัวเขาเองเสียก่อน" ไม่มีอะไรสายเกินไป ไม่มีอะไรช้าเกินไป โดยเฉพาะเรื่องของการทำคุณประโยชน์จากงานเมาลิดที่จัดขึ้นกว่า ๕๐ ครั้ง ที่ผ่านมาคงจะเป็นประสบการณ์ให้คณะกรรมการจัดงานทุกคน ได้นำไปพิจารณาได้บ้าง? เพื่อร่วมกันใช้ให้เกิดเป็นโอกาสในการสร้างสรรค์ และเป็นเกียรติคุณแก่ชีวิตว่าครั้งหนึ่ง เราได้รับความเมตตาจากอัลลอฮฺซุบฮาน่าฮูว่าตาอาลาให้มีส่วนในการสรรสร้างและพัฒนาสังคมมุสลิม

แหล่งข้อมูล

บทความโดย "ฮัจยีไฟซอล บินซำซุดดีน", maolidthai.com

บทความที่เกี่ยวข้อง

อ่าน:  4,092