เว็บไซด์  บทความ  กระทู้   

ศาสนาพราหมณ์

 

ศาสนาพราหมณ์ เกิดขึ้นในประเทศอินเดีย หรือ ชมพูทวีปในอดีตก่อนพุทธศาสนา เป็นศาสนาเก่าแก่ที่มีวิวัฒนาการพร้อมๆ กับชาวอารยันที่อพยพเข้ามาในอินเดียราว ๔,๐๐๐ ป ีมาแล้ว

ในเบื้องต้นนั้น "ชาวอารยัน" นับถือภูติผีปีศาจ นับถืออำนาจของธรรมชาติ ที่ไม่สามารถอธิบายได้ ต่อมาการนับถือธรรมชาติได้พัฒนามาสู่การทำรูปเคารพบูชา ทั้ง เทวะ และ เทวี มากมาย เช่น พระอินทร์ พระวิรุฬ พระอัคนี ฯลฯ แต่องค์ที่สำคัญๆมีอยู่ ๓ องค์ เรียกว่า "ตรีมูรติ" คือ

๑. พระพรหม เป็นพระผู้สร้างมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลาย พระองค์เป็นผู้สร้างจักรวาลหรือสร้างโลก โลกที่ทรงสร้างนั้น ตั้งอยู่ได้เป็นยุค และ พินาศไปเป็นยุค
๒. พระวิษณุ หรือ พระนารายณ์ เป็นพระผู้รักษา
๓. พระศิวะหรือ พระอิศวร เป็นพระผู้ทำลาย

เทพเจ้าแต่ละองค์ในแต่ละยุคสมัยมี บทบาท และ ตำนาน ต่างกันไป ในแต่ละท้องถิ่นยังมีความเชื่อเกี่ยวกับเทพเจ้าองค์หนึ่งๆ แตกต่างกันไปด้วย

ศาสนาพราหมณ์ เป็น ศาสนาที่ไม่มีศาสดาเป็นผู้ก่อตั้ง ปัจจุบันเรียกว่า "ศาสนาฮินดู" (Hinduism) มีผู้นับถือทั่วโลกเกือบ ๘๐๐ ล้านคน ทั้งอินเดีย, เนปาล และบางส่วนของอินโดนีเซีย

เมื่อชาวอารยันเข้ามาตั้งรกรากในชมพูทวีปนั้น ได้มาสร้างอารยธรรม อินโด-อารยันในอินเดีย ที่สำคัญที่สุด คือ อารยธรรมทางศาสนา เช่น ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ศาสนาเชน ศาสนาพุทธ และศาสนาเหล่านี้เป็นต้นแบบภาษา วรรณกรรม สถาปัตยกรรม จิตรกรรมและประติมากรรม รวมทั้งเป็นบ่อเกิดขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรมต่างๆด้วย

ชาวอารยันรวบรวมคำสอนคำอ้อนวอนของตนขึ้นเป็นครั้งแรกเป็นภาษาสันสกฤต เรียกว่า "คัมภีร์พระเวท" และ "มหากาพย์" (Vedas and Epics) พระเวทมี ๓ เล่ม คือ ฤคเวค (Rigveda) ยชุรเวท (Yajurveda) สามเวท (Samveda) เรียกว่า ไตรเวท ต่อมาได้เรียบเรียงคัมภีร์เพิ่มเติมคือ อาถรรพเวท (Atharveda) ส่วนมหากาพย์มี ๒ เล่ม คือ รามายณะ และ มหาภารตะ

คัมภีร์พระเวทมีลักษณะแตกต่างกันดังนี้

๑. ฤคเวท (Rigveda) เป็นคัมภีร์ที่เกี่ยวเนื่องกับบทสวดต่างๆ เพื่อสรรเสริญพระเจ้า, ฤทธิ์เทวะ และธรรมชาติ กล่าวถึงการสร้างโลก เป็นคัมภีร์ที่เก่าแก่ที่สุด มีบทสวดถึง ๑,๐๒๘ บท
๒. ยชุรเวท (Yajureda) เป็นคัมภีร์ที่เกี่ยวกับบทร้อยกรองบวงสรวงต่างๆ ใช้ในพิธีการบูชายัญที่เรียกว่า ยัญพิธีในทางศาสนา
๓. สามเวท (Samveda) เป็นคัมภีร์ที่เกี่ยวกับกลศาสตร์รวมทั้งสังคีตเป็นคัมภีร์บทสวดมนต์ สำหรับประกอบพิธีกรรมต่างๆ ของประชาชนทั่ว ๆ ไป
๔. อาถรรพเวท (Atharvaveda) เป็นคัมภีร์ที่เกี่ยวกับเวทมนต์คาถาต่างๆ ที่เน้นไปในทางไสยศาสตร์

คัมภีร์ทั้งสี่ได้กลายมาเป็นคัมภีร์สำคัญของศาสนาฮินดู เป็นศาสนาที่รวมพระเจ้าในทุกสิ่งอย่างจึงปรากฏว่า มีพระเจ้ามากมาย เช่น พระอัคนี (ไฟ) พระโสม (จันทร์) พระอินทร์ พระอาทิตย์ พระพรหม พระอิศวร พระนารายณ์ พระวิษณุ พระกฤษณะ พระราม และพระพิฆเณศ เป็นต้น

ศาสนาฮินดู ที่สืบเนื่องจากศาสนาพราหมณ์แบ่งออกเป็นหลายนิกาย ที่สำคัญคือ

๑. นิกายไวศณพ (Vishnav) เป็นนิกายที่นับถือพระวิษณุเจ้าเป็นเทพองค์สูงสุด เชื่อว่าวิษณุสิบปาง หรือ นารายณ์ ๑๐ ปาง อวตารลงมาจุติ มีพระลักษมีเป็นมเหสี มีพญาครุฑเป็นพาหนะ นิกายนี้มีอิทธิพลมากในอินเดียภาคเหนือและภาคกลางของประเทศ นิกายนี้เกิดเมื่อ พ.ศ. ๑๓๐๐ สถาปนาโดยท่านนาถมุนี (Nathmuni)
๒. นิกายไศวะ (Shiva) เป็นนิกายที่เก่าที่สุด นับถือพระศิวะเป็นเทพเจ้าสูงสุด พระศิวะเป็นเทพทำลายและสร้างสรรค์ด้วย สัญลักษณ์ อย่างหนึ่งแทนพระศิวะ คือ ศิวลึงค์ และ โยนี ก็ได้รับการบูชา เช่น องค์พระศิวะ นิกายนี้ถือว่าพระศิวะเท่านั้นเป็นเทพสูงสุดแม้แต่พระพรหม, พระวิษณุก็เป็นรองเทพเจ้าพระองค์นี้ นิกายนี้เชื่อว่าวิญญาณเป็นวิถีทางแห่งการหลุดพ้นมากกว่าความเชื่อในลัทธิภักดี นิกายนี้จะนับถือพระศิวะและพระนางอุมาหรือกาลีไปพร้อมกัน
๓. นิกายศักติ (Shakti) เป็นนิกายที่นับถือ พระเทวี หรือ พระชายาของมหาเทพ เช่น สรัสวดี พระลักษมี พระอุมา เจ้าแม่ทุรคา และเจ้าแม่กาลีซึ่งเป็นชายาของมหาเทพทั้งหลาย เป็นผู้ทรงกำลังหรืออำนาจของเทพสามีไว้ จึงเรียกว่า ศักติ (Power) นิกายนี้เป็นที่นิยมในรัฐเบงกอล และรัฐอัสสัม เป็นต้น
๔. นิกายคณะพัทยะ (Ganabadya) นิกายนี้นับถือพระพิฆเณศเป็นเทพเจ้าสูงสุด พระพิฆเณศ เป็นเทพเจ้าแห่งความกล้าหาญและฉลาด สุขุม มีเศียรเป็นช้าง รูปร่างเล็กอ้วน สมบูรณ์ แต่ร่าเริง นิกายนี้มีผู้นับถือน้อย แม้แต่ในอินเดียเอง
๕. นิกายสรภัทธะ (Sarabhadh) เป็นนิกายขนาดเล็ก ในสมัยก่อนบูชาพระอาทิตย์ (สูรยะ) มีผู้นับถือมากในอดีต ปัจจุบันมีจำนวนน้อย นิกายนี้มีพิธีอย่างหนึ่งคือ กายตรี ถือว่ามีอำนาจศักดิ์สิทธิ์ คือ การกลับมาของพระอาทิตย์เป็นฤๅษีวิศวามิตร
๖. นิกายสมารธะ (Samardha) เป็นนิกายที่ใหญ่พอสมควร นับถือทุกเทพเจ้าทุกพระองค์ในศาสนา ฮินดู ความเชื่อแบบนี้เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย เพราะสามารถบูชาเจ้าได้ตามต้อง

ชนชาวอารยันนับเป็นชนชาติเดียวในโลกที่แบ่งคนออกเป็นวรรณะตามความเชื่ออย่างเคร่งครัด ทั้งนี้สืบเนืองมาจากอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ดั้งเดิม วรรณะต่างๆ คือ

๑. กษัตริย์ (Kshatriya) เกิดจากอกของพระพรหม ถือว่าสืบเชื้อสายมาจากพระอาทิตย์ มีเครื่องแต่งกายสีแดง เป็นชนชั้นปกครองหรือนักรบ ปัจจุบันวรรณะนี้เป็นบุคคลทั่วไป ไม่จำเป็นว่าต้องกษัตริย์เสมอไป
๒. พราหมณ์ (Brahmana) เกิดจากพระโอษฐ์ของพระพรหม มีเครื่องแต่งกายประจำคือสีขาว อันแสดงถึงความบริสุทธิ์ มีหน้าที่กล่าวมนต์ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาให้แก่ผู้คนโดยทั่วไป เป็นพวกศึกษาเล่าเรียน คัมภีร์พระเวท เป็นสื่อกลางระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า
๓. แพศย์ (Vaishaya) เกิดจากตะโพก (บางแห่งว่าจากตัก) ของพระพรหม มีเครื่องแต่งกายประจำคือสีเหลือง เป็นพวกแสวงหาทรัพย์สมบัติจัดเป็นพวกพ่อค้า วาณิช ทำเกษตรกรรม เป็นพลเรือนโดยทั่วไป
๔. ศูทร (Sudra) เกิดจากฝ่าเท้าของพระพรหม มีเครื่องแต่งกายคือสีดำหรือสีอื่นๆ ที่ไม่มีความสดใส เป็นกรรมกร มีอาชีพชั้นต่ำ เป็นที่ดูถูกในสังคม
และอีกวรรณะหนึ่งคือ จัณฑาลหรืออธิศูทร (Adhisudra) หรือ หริชน เป็นวรรณะที่ต่ำต้อยที่สุดที่ไม่ได้รับอภิสิทธิ์ใดๆ จากสังคม มีสถานะต่ำ พวกวรรณะจัณฑาล คือ เหล่าบุตรของผู้ที่แต่งงานข้ามวรรณะ แต่ทฤษฎีนี้ไม่ถูกต้องเสมอไป มีอีกมากมาย ที่คนแต่งงานข้ามวรรณะแล้วก็ยังมีหน้ามีตาทางสังคม ปัจจุบันวรรณะนี้มีหลายร้อยล้านคนในอินเดีย

แหล่งข้อมูล

อารยธรรมโลก", ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง. ข้อมูล
dhammathai.org. ภาพ

 

อ่าน:  6,078