เว็บไซด์  บทความ  กระทู้   

ว่าด้วยเครื่องแต่งกายสมัยแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

 
วัดพระศรีมหาธาตุ ลพบุรี (สภาพปัจจุบัน)

เครื่องแต่งกายของผู้ชายและเครื่องประดับของผู้หญิง
ในราชอาณาจักรสยาม สมัยแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

อาชีพที่อัตคัตที่สุดในราชอาณาจักรสยามก็คือ อาชีพช่างตัดเสื้อ เพราะพลเมืองชั้นสามัญเขาไม่สวมเสื้อกัน เครื่องนุ่งห่มของผู้ชายประกอบด้วยผ้าไหมหรือผ้าฝ้าย ๒ ผืน ผืนหนึ่งยาวประมาณ ๒ โอน  และกว้างสามในสี่โอน ใช้คลุมบ่าเป็นทำนองผ้าคลุมไหล่ อีกผืนหนึ่งมีขนาดกว้างยาวเท่ากัน ใช้พันเข้ากับเอวแลัวม้วนชายโจงไปเหน็บไว้เบื้องหลัง เป็นทำนองกางเกงขาสั้นย้อยลงมาปรกเข่า

เครื่องแต่งกายนี้เรียกในภาษาสยามว่า ผ้านุ่ง(PA-nouc) ส่วนพวกเราเรียกกันว่าปาน (Panne) หรือปาญ (pagne) 

ผ้านุ่งของพวกขุนนางนั้นภูมิฐานและมีค่ามากกว่าของชนชั้นสามัญ ปกติจะทอสอดเส้นทองแล่งและเส้นเงินแล่ง หรือไม่ก็เป็นผ้าลายดอกเขียนมาจากประเทศอินเดีย ซึ่งเรียกกันว่า Chitte แห่ง Masulipatam พวกขุนนางสวมสนับเพลาตัดด้วยผ้าเนื้อดีอยู่ชั้นในผ้านุ่ง มีปลายขาต่ำลงมากว่าหัวเข่า และปลายขานี้ปักดิ้นทองคำดิ้นเงินเป็นลวดลายงดงาม ในขณะที่อากาศร้อนมาก ๆ เขาสวมเสื้อผ้าปานบาง ๆตัดเป็นรูปเสื้อครุยชายยาวไม่เกินปลายสนับเพลา แต่ในฤดูที่มีลมเหนือจะสวมเสื้อนอกรัดทรงตัดด้วยแพรจีนปักลายดิ้นทองเงิน หรือว่าผ้างาม ๆ จากยุโรป หน้าอกติดดุมถักด้วยเส้นทองแล่งหรือเงินแล่งเป็นระยะห่าง ๆ ปลายแขนเสื้อนั้นกว้างมาก เหมือนอย่างเสื้อปิดคอรัดเอวของเราในสมัยก่อน และบนเสื้อรัดทรงนี้เขาใช้ผ้าคล้องคอแบบนักรบโบราณของเรา ทำด้วยแพรจีนปักดิ้นเงินหรือทำด้วยผ้าที่งามที่สุดเท่าที่จะหาได้ในประเทศ

เครื่องแต่งกายชาย

ช่างตัดรองเท้าก็ไม่ค่อยมีความจำเป็นเท่า ๆ กับช่างตัดเสื้อเหมือนกัน เพราะทุกคนเดินเท้าเปล่า นอกจากพวกขุนนางเท่านั้นที่ใช้รองเท้าหนีบแบบแขกมัวร์  แล้วก็ไปศีรษะเปล่า (คือไม่สวมหมวก) นอกจากในบางวันที่แต่งเต็มยศเพื่อเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเท่านั้น โฮกาสเช่นนั้นเขาจะสวมลอมพอกมีปลายแหลมเหมือนก้อนน้ำตาลของเรา (pains de sucre) ในโอกาสอื่นเขามักใช้ให้บ่าวเดินถือหมวก อันมีลักษณะคล้ายกับที่ใช้กันในประเทศฝรั่งเศสเมื่อศตวรรษที่แล้ว ตามหลังไปพร้อมกับดาบและล่วมอันเป็นกล่องทองคำหรือเงินใบเล็ก ๆ สำหรับใส่หมากพลู

เครื่องนุ่งห่มของผู้หญิงไม่แปลกกว่าของผู้ชายเท่าไร สำหรับผ้านุ่งนั้นตามสายตาของข้าพเจ้าเห็นว่าออกจะกว้างกว่าของผู้ชายสักหน่อย นางปล่อยให้ชายตก กล่าวคือไม่ม้วนเป็นชายกระเบนไปเหน็บไว้ทางเบื้องหลัง ปล่อยชายระเกือบถึงพื้นดิน ตามปกติเป็นผ้านุ่งสีดำ ซึ่งผู้หญิงถือกันว่างามและภุมิฐาน บางทีก็ทอสอดเส้นทองแล่งหรือเส้นเงินแล่ง มีผ้าแถบมัสลินผืนแคบ ๆ คาดอก ส่วนอื่นของร่างทั้งหมดเปลือย พวกผู้ดีก็จะสังเกตได้จากสีหน้าท่าทีอย่างพวกเราเหมือนกัน อันบอกลักษณะน่าเกรงขามแก่ผู้ได้พบเห็น นิ้วสวมแหวนเพชรและอัญมณีต่าง ๆ ผิวพรรณของพวกผู้ดีมักจะขาวกว่าคนชั้นสามัญ เพราะเหตุที่ไม่ค่อยได้ออกจากบ้านนั่นเอง

แต่สำหรับผู้ชายผู้ดีที่มีผิวคล้ำน้อยกว่าคนสามัญเพียงเล็กน้อยยนั้น เขาจะโอ่ว่าที่ผิวพรรณของเขาผ่องใสนั้นก็เนื่องจากบุญกุศลที่เขาได้บำเพ็ญมาแต่ชาติปางก่อน

แต่อย่างไรก็ตาม สตรีเหล่านี้สะอาดสะอ้านแม้จะเดินด้วยเท้าเปล่าและไว้ผมสั้นเหมือนอย่างผู้ชาย เพื่อทำเส้นผมให้เป็นเงางาม นางใช้น้ำมันทา เรียกว่าน้ำมันหอม (Naman Hym) หมายความว่าน้ำมันอันมีกลิ่นหอมชื่นใจ

พวกผู้ชายก็ใช้น้ำมันหอมอย่างผู้หญิงเหมือนกัน เพราะถือกันว่าเป็นความไม่สุภาพอย่างเอกถ้าสามีจะเข้าไปหาภรรยา ภรรยาจะเข้าไปหาสามี หรือบุตรธิดาจะเข้าไปหาบิดามารดา โดยไม่ทำผมให้หอมด้วยน้ำมันเช่นนั้นเสียก่อน

ผู้ชายมี่ดั้งจมูกราบและเท้าแบน จะได้รับการต้อนรับดีที่บ้านของสตรีเหล่านั้น ด้วยนางเชื่อว่าเขาคงมีอะไรดีสักอย่าง ค่าที่มีรูปพรรณละม้ายคล้ายสมณโคดม

ทำนองเดียวกันกับบุคคลมีร่างกายวิกลวิการก็จะได้รับการต้อนรับดีดุจกัน เพราะเราจะพบผู้หญิงขาเป๋หรือหลังโกงน้อยกว่าในประเทศฝรั่งเศสเสียอีก ทั้งนี้ก็เพราะบังเกิดความเวทนาที่พ่อแม่ไม่ค่อยจะได้เอาใจใส่ในบุตรธิดาของตน

พอเด็กเกิดมาใหม่ ๆเขาก็จะนำไปอาบน้ำในแม่น้ำ แล้วนำกลับมาให้นอนในเตียงเล็ก ๆ โดยไม่สวมเสื้อหรือห่มผ้าอ้อมให้เลย และจะอยู่เช่นนี้เรื่อยไปจนอายุได้ ๖ เดือนอันเป็นระยะให้กินนม แล้วก็เริ่มให้กินข้าว เด็ก ๆ ที่ไม่สามารถทนต่อชีวิตเช่นนี้ได้แต่เยาว์ก็มักจะตายเสียเมื่อไม่กี่วันหรือไม่กี่เดือนภายหลังเกิด และนับเป็นเหตุบังเอิญมากทีเดียวที่ในทารกจำนวน ๑๐-๑๒ คนจะเหลือรอดมาได้ ๒-๓ คน เมื่อแรกเกิดนั้นบิดามารดาจะตั้งนามกรให้แตกต่างไปจากที่เขาได้รับอยู่ในปัจจุบัน และจะมีแต่ก็องค์พระเจ้าแผ่นดินเท่านั้นที่จะทรงพระกรุณาโปรด ฯ เปลี่ยนให้ได้ในเมื่อพระราชทานแต่งตั้งให้มีตำแหน่งหน้าที่ราชการ บรรดานามกรที่บิดามารดาตั้งให้นั้นมักจะแปลกพิลึก นามกรที่นับกันว่าไพเราะมากก็เห็นจะเป็นคำว่า แก้ว (Ceou) ซึ่งแปลว่าผลึกเพชร พลอย บุญ (Bounne) กุศลสุข เพชร (P'et)  ซึ่งแปลว่าแก้วอันประเสริฐ ทอง (Tho'n)

สิ่งที่ผู้หญิงสยามไม่อาจทนดูพวกเราได้ก็คือตรงที่พวกเรามีฟันขาว เพราะพวกนางเชื่อกันว่า พวกภูตผีปีศาจเท่านั้นที่มีฟันขาว และเป็นที่น่าอับอายที่มนุษย์เราจะมีฟันขาวเหมือนอย่างสัตว์เดียรัจฉาน ฉะนั้นพอหญิงชายมีอายุได้สัก ๑๔-๑๕ ปีก็จะเริ่มทำให้ฟันดำและเป็นเงา โดยวิธีการดังนี้..

เมื่อเลือกบุคคลที่จะประกอบพิธีนี้ได้แล้วเขาก็จะให้นอนหงายเอาหลังลงพื้น และให้นอนอยู่เช่นนั้น ๓ วัน ตลอดเวลาที่พิธีการดำเนินอยู่ ชั้นแรกชำระล้างฟันด้วยน้ำมะนาวแล้วใช้น้ำยาชนิดหนึ่งถูขัดจนกระทั่งมีสีแดง ครั้นแล้วใช้ผงกะลามะพร้าวเผาไหม้ขัดทับจนเป็นสีดำ แต่ผู้หญิงที่ได้รับการทำฟันจะอ่อนเพลียมาก เพราะการใช้น้ำยาเช่นว่านั้น กระทั่งว่าถ้าจะถอนฟันให้หลุดไปจากปากก็ไม่รู้สึกเจ็บ บางทีฟันก็ร่วงถ้าเขาลองให้ขบเคี้ยวของแข็ง ๆ ดู

ฉะนั้นในระยะสามวันนี้บริโภคแต่น้ำข้าวต้มเย็นชืดเท่านั้น ซึ่งเขาให้หยอดลงในลำคอช้า ๆ โดยมิให้สัมผัสกับฟัน แม้ต้องสายลมพัดสักหน่อยก็อาจทำให้พิธีการนี้เสียผลได้ เพราะฉนั้นผู้ที่ได้รับความทรมานเพราะการทำฟันถึงต้องล้มหมอนนอนเสื่อ จึงต้องห่มคลุมร่างกายให้มิดชิดจนกว่าจะรุ้สึกว่าความร้าวระบมที่ไรฟันได้ค่อยคลายลงแล้ว แหละเหงือกหรือปากที่บวมเป่งอยู่นั้นยุบหายลงเป็นปกติอย่างเก่าแล้ว เขาใช้น้ำยาอย่างเดียวกันกับที่ใช้ขัดให้ฟันแดงนั้นย้อมเล็บและนิ้วก้อยของมือด้วย

จะมีบุคคลที่เป็นผู้ลากมากดีเท่านั้นที่ไว้เล็บยาวและไว้นิ้วก้อยให้เป็นสีแดง เพราะคนที่ทำงานนั้นต้องตัดเล็บสั้นอันเป็นการชี้ความแตกต่างระหว่างผู้ดีกับไพร่

การตกแต่งบ้านเรือนของเขานั้นเป็นไปอย่างรู้จักประมาณตนกว่าพวกเรามาก ในห้องเรือนซึ่งแม้จะใหญ่โตเพียงไร ก็ไม่มีโต๊ะ เก้าอี้หรือพรมปูห้อง จะพบเห็นก็แต่ห้องแบบจีนหรือแบบญี่ปุ่นในที่บางแห่งเท่านั้น ซึ่งมีเครื่องกระเบื้องตั้งไว้อย่างไม่ค่อยเป็นระเบียบ บางทีก็มีพรมเปอร์เซียปูพื้นห้องด้วย หมอนแพรใบเล็ก ๆ วางไว้ตามมุมห้องบนเสื่อหวายหรือเสื่อกก เสื่อที่ว่านี้ใช้ปูนอนกับพื้นแทนเตียง  กลางคืนก็ใช้ผ้าแบบเดียวกันกับผ้านุ่งนั่นแล้วคลุมกาย เขานอนกันทั้งเครื่องแต่งตัวที่ใช้แต่งกันในเวลากลางวันนั่นเอง นอกจากว่ากลัวผ้านุ่งจะขาดเร็วเท่านั้นจึงจะผลัดเอาที่ปอน ๆ ราคาถูกใช้แต่งนอนแทน ผ้าปูที่นอนนั้นไม่มีการใช้กัน และผู้ที่นับว่าสะอาดและภูมิฐานที่สุดก็จะมีฟูกผืนบาง ๆ วางบนเสื่อหวายและใช้มุ้งผ้ามัสลิน

แหล่งข้อมูล

"ประวัติศาสตร์ธรรมชาติและการเมืองแห่งราชอาณาจักรสยาม (สมัยแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์)", นิโกลาส์ แชรแวส (เขียน), สันต์ โกมลบุตร (แปล).
อินเตอร์เน็ต. ภาพ

 

อ่าน:  3,569