เว็บไซด์  บทความ  กระทู้   

โขน

 

"โขน" เป็นนาฏศิลป์ชั้นสูงอย่างหนึ่งของไทย มีกำเนิดมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๒๐ ในชั้นเดิมปรับปรุงจากการเล่น ๓ ประเภทคือ หนังใหญ่ ชักนาคดึกดำบรรพ์ และกระบี่ กระบอง ได้แก้ไขปรับปรุงให้ประณีตตามลำดับ แต่เดิมนั้นผู้แสดงโขนจะต้องสวมหัวโขนเปิดหน้าทั้งหมด จึงต้องมีผู้พูดแทนเรียกว่าผู้พากย์-เจรจา ต่อมาได้ปรับปรุงให้ผู้แสดง ซึ่งเป็นตัว เทพบุตร เทพธิดา และมนุษย์ชายหญิง สวมแต่เครื่องประดับศีรษะไม่ต้องเปิดหน้าทั้งหมด เครื่องประดับศีรษะได้แก่ ชฎา มงกุฎ รัดเกล้า กระบังหน้า ซึ่งมีศัพท์เรียกว่า "ศิราภรณ์" แต่ผู้แสดงโขนที่สวมศิราภรณ์เหล่านี้ก็ยังคงรักษาประเพณีเดิมไว้ คือ ไม่พูดเอง ต้องมีผู้พากย์-เจรจาแทน เว้นแต่ผู้แสดงเป็นตัวตลกและฤาษีบางองค์ จึงจะเจรจาเอง ถือเป็นเอกลักษณ์ อย่างหนึ่งของผู้แสดงโขนที่เป็นตัวตลก

เรื่องที่ใช้แสดงโขนในปัจจุบันนี้ นิยมเพียงเรื่องเดียวคือเรื่อง รามเกียรติ์ ซึ่งไทยได้เค้าเรื่องเดิมมาจากเรื่องรามายณะของอินเดีย มีอยู่หลายตอนที่เรื่องรามเกียรติ์ ดำเนินความ แตกต่างจากเรื่องรามายณะมาก โดยเหตุที่เรื่องรามเกียรติ์เป็นเรื่องยาว ไม่สามารถแสดงให้จบในวันเดียวได้ บูรพาจารย์ทางด้านการแสดงโขน จึงแบ่งเรื่องราวที่จะแสดงออกเป็นตอนๆ มีศัพท์เรียก โดยเฉพาะว่า "ชุด" การที่เรียกการแสดงโขนแต่ละตอนว่าชุดนั้น เรียกตามแบบหนังใหญ่ คือเขาจัดตัวหนังไว้เป็นชุด ๆ จะแสดงชุดไหนก็หยิบตัวหนังชุดนั้นมาแสดง

ที่กล่าวว่าโขนปรับปรุงมาจากการเล่นหนังใหญ่ ชักนาคดึกดำบรรพ์ และการเล่นกระบี่กระบองนั้น ท่านผู้รู้อธิบายว่า แต่เดิมการเล่นหนังใหญ่เป็นมหรสพขึ้นชื่อลือชา มีมาตั้งแต่ ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ดังที่กล่าวไว้ในหนังสือ "บุณโณวาทคำฉันท์ของพระมหานาค วัดท่าทราย" ซึ่งแต่งขึ้นในราว พ.ศ. ๒๒๙๔ - ๒๓๐๑ เป็นระยะเวลา ๗ ปี ปลายรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ ในหนังสือเล่มนี้กล่าวถึงมหรสพที่แสดงฉลองพระพุทธบาท ในตอนกลางคืนว่ามีการละเล่นหนังใหญ่อยู่ด้วย การละเล่นหนังใหญ่นั้น เขานำแผ่นหนังวัว (บางท่านก็ว่ามีหนังควายด้วย) มาฉลุสลักเป็นรูปตัวยักษ์ ลิง พระ นาง ตามเรื่องรามเกียรติ์ การเล่นหนังใหญ่ นอกจากจะมีตังหนังแล้ว ยังต้องมีคนเชิดหนัง คนเชิดหนัง คือ คนที่นำตัวหนัง ออกมาเชิด และยกขาเต้นเป็นจังหวะ นอกจากนี้ ยังต้องมีผู้พากย์ - เจรจา ทำหน้าที่ พูดแทนตัวหนัง และมีวงปี่พาทย์ ประกอบการแสดงด้วย

สำหรับสถานที่แสดงหนังใหญ่นิยมแสดงบนสนามหญ้าหรือบนพื้นดิน มีจอผ้าขาวราวๆ ๑๖ เมตร ขึงโดยมีไม้ไผ่หรือไม้กลมๆ ปักเป็นเสา ๔ เสา รอบ ๆ จอผ้าขาว ขลิบริมด้วยผ้าแดง ด้านหลังจอจุดไต้ ให้มีแสงสว่าง เพื่อเวลา ที่ผู้เชิดหนัง เอาตัวหนัง ทาบจอทางด้านใน ผู้ชมจะได้แลเห็นลวดลาย ของตัวหนังได้ชัดเจนสวยงาม เมื่อแสดงหนังใหญ่นาน ๆ เข้า ทั้งผู้ชมและผู้เชิดหนัง ก็คงจะเกิดความเบื่อหน่ายผู้ชม คงจะเบื่อที่ตัวหนังใหญ่ เคลื่อนไหวอิริยาบถ ไม่ได้ฉลุสลัก เป็นรูปร่างอย่างไร ก็เป็นอยู่อย่างนั้น ส่วนผู้เชิดหนัง ก็อาจจะเบื่อหน่าย ที่จะนำตัวหนัง ออก ไปเชิด เนื่องจาก ตัวหนังบางตัว มีน้ำหนักมาก การที่ต้อง จับยกขึ้น เชิดชูอยู่เป็น เวลานาน ๆ ก็ทำให้ เมื่อยแขน ตัวหนังที่มีน้ำหนักมาก ๆ บางตัวมีขนาดใหญ่ และสูงขึ้นถึง ๒ เมตร เช่น หนังเมือง หรือหนัง ปราสาท จึงคิดจะออกไปแสดงแทน ตัวหนังใหญ่ แต่ก็ยังหา เครื่องแต่งกายให้ เหมาะสม กับตัวละครใน เรื่องรามเกียรติ์ ที่แบ่งเป็น พระ นาง ยักษ์ และลิง ไม่ได้

บังเอิญในเวลานั้นมีการเล่นใน พระราชพิธีอินทราภิเษกอยู่อย่างหนึ่ง คือ การเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ การเล่นแบบนี้ผู้เล่นแต่งกายเป็นยักษ์ ลิง เทวดา มีพาลี และสุครีพเป็นตัวเอก การเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ ในพระราชพิธี อินทราภิเษกนี้ ท่านผู้รู้สันนิษฐานว่าบางทีพระมหากษัตริย์ไทยในสมัยโบราณ อาจจะได้แบบอย่างมาจากขอม แม้จะไม่มีตำนาน กล่าวไว้โดยชัดเจน แต่ก็ปรากฏว่ามีพนักสะพานทั้งสองข้างที่ทอดข้ามคูเข้าสู่นครธมทำเป็นรูปพญานาคตัวใหญ่มี ๗ เศียร ข้างละตัว มีเทวดาอยู่ฟากหนึ่ง อสูรอยู่ฟากหนึ่ง กำลังทำท่าฉุด พญานาค และที่ในนครวัดก็จำหลักรูปชัดนาค ทำน้ำอมฤตไว้ที่ผนังระเบียงด้านตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ผู้รู้สันนิษฐานว่า การเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ ในพระราชพิธีอินทราภิเษกของไทย น่าจะได้แบบอย่างมาจากขอม

การเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ในพระราชพิธีอินทราภิเษก จะสร้างภูเขาจำลองขึ้นแล้วทำเป็นตัวพญานาคพันรอบภูเขาจำลอง ให้พวกทหารตำรวจมหาดเล็ก เด็กชายแต่งกายเป็นยักษ์ เทวดา และลิงทำท่าฉุดพญานาค โดยพวกยักษ์ฉุดด้านเศียรพญานาค เทวดาอยู่ทางด้านหาง และพวกลิงอยู่ทางปลายหาง ผู้ที่คิดจะออกไปแสดงแทนตัวหนังใหญ่ จึงเอาเครื่องแต่งกายของ ผู้ที่เล่นชักนาคดึกดำบรรพ์มาแต่ง และเครื่องแต่งกาย ก็วิวัฒนาการ ตามลำดับจนกระทั่ง ถึงปัจจุบัน เชื่อกันว่า เครื่องประดับศีรษะ หรือที่เรียกกัน ต่อมาว่าหัวโขน ที่ทำเป็นหน้ายักษ์ ลิง เทวดา และมนุษย์ผู้ชายนั้น ในสมัยที่ได้แบบอย่างเครื่องแต่งตัวมาจากการเล่นชักนาคดึกบรรพ์ คงจะไม่ใช่เป็นแบบหัวโขนที่สวมปิดหน้าทั้งหมด เช่นในปัจจุบันนี้ ในสมัยนั้น คงจะเป็นแบบหน้ากากสวมปิดเพียงใบหน้าให้เห็นเป็นรูปยักษ์ ลิง หรือเทวดามากกว่า ส่วนศีรษะก็คงจะสวมเครื่องสวมหัวแบบเดียวกันทุกคน บางท่านสันนิษฐานว่าอาจจะสวมลอมพอก แบบผู้ที่แต่งกายเป็นเทวดา เข้ากระบวนแห่ก็เป็นได้ ครั้นต่อมา จึงปรับปรุงเปลี่ยนแปลงทำเป็นหัวโขนครอบทั้งศีรษะเช่นในปัจจุบันนี้ และเข้าใจว่าหัวโขนที่สวมครอบทั้งศีรษะ คงจะมีมาตั้งแต่ในสมัยกรุงธนบุรี หรือไม่ก็ต้นกรุงรัตนโกสินทร์

เมื่อมีเครื่องแต่งกายแล้ว ก็นำเอาลีลาท่าทางการเต้นยกขาขึ้นลงตามแบบท่าเชิดหนังใหญ่มาเป็นท่าเต้นของการแสดงที่คิดขึ้นใหม่ และนำเรื่องรามเกียรติ์ที่เคยแสดงหนังใหญ่ มาเป็น เรื่องสำหรับแสดง โดยมีการพากย์-เจรจาตามแบบที่เคยแสดงหนังใหญ่ นอกจากท่าเต้นแล้วยังจะต้องมีท่ารำอีกด้วย ในสมัยโบราณคนไทยเราเคยเห็นการเล่นกระบี่กระบองมาจนชินตา การเล่นกระบี่กระบองนั้นก่อนที่คู่ต่อสู้จะทำการต่อสู้กันอย่างจริงจัง จะต้องรำไหว้ครูด้วยลีลาท่ารำตามแบบแม่ท่าเสียก่อน ผู้ที่คิดจะใช้คนออกไปแสดงแทนตัวหนังใหญ่ จึงนำเอาท่ารำของกระบี่ กระบองมาเป็นท่ารำของตน โดยประดิษฐ์และดัดแปลงขึ้นใหม่บ้าง เช่น ท่าเทพนม ท่าปฐม เป็นต้น นอกจากลีลาท่ารำแล้วยังเอาท่าทางและการต่อสู้กันของกระบี่กระบอง มาเป็นท่าทางในการรบกันของการแสดงชนิดใหม่นี้ด้วย

การแสดงที่ปรับปรุงมาจากการเล่นทั้ง ๓ ประเภทดังกล่าวมานี้ ต่อมาได้ชื่อว่า "โขน" เป็นชื่อที่ปรากฏในหนังสือของชาวต่างชาติกล่าวถึงศิลปะการแสดงของไทย ในสมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช แต่เหตุใดจึงเรียกนาฏกรรมที่ปรับปรุงจากการเล่นหนังใหญ่ ชักนาคดึกดำบรรพ์ และกระบี่กระบอง ว่าโขน ยังไม่มีผู้ใดพบหลักฐานความเป็นมาอย่างแน่นอน แต่มีอยู่ท่านหนึ่ง คือนายธนิต อยู่โพธิ์ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ได้เขียนไว้ในหนังสือโขนพิมพ์เผยแพร่มาแล้วหลายครั้ง อธิบายถึงคำว่า "โขน" ไว้ดังนี้

"เป็นอันว่า เราได้พบคำว่า "โขล" ของเบงคาลี, โกล หรือ โกลัม ของทมิฬ และ "โขน" ของอิหร่าน อันมี ความหมาย คล้ายคำว่า "โขน" ซึ่งเป็นนาฏกรรม ของเราในบัดนี้ อย่างน้อยก็ มีความหมาย เป็น ๓ ทาง คือ

๑. จากคำว่า "โขล" ของเบงคาลี ว่าเป็นเครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง ขึงด้วยหนังและใช้ตีรูปร่างเหมือนตะโพน
๒. จากคำว่า "โกล" หรือ โกลัม ของทมิฬ หมายถึง การตกแต่งประดับประดาร่างกาย แสดงตัวให้หมายรู้ถึงเพศ
๓. จากคำว่า "ควาน" หรือ "โขน" ของอิหร่าน ว่าหมายถึงผู้อ่านหรือขับร้องแทนตัวตุ๊กตาหรือหุ่น

ถ้าที่มาของโขนอันเป็นมหานาฏกรรมของเราจะสืบเนื่องมาจากคำในภาษาเบงคาลี ภาษาทมิฬ และภาษาอิหร่านทั้งสามนั้น ก็ดูจะมีความหมายใกล้เคียงกับรูปศัพท์อยู่บ้าง แม้จะคงยังขาด ความหมายถึงผู้เต้น ผู้รำ แต่โขนจะมาจากคำในภาษาเบงคาลี หรือทมิฬหรืออิหร่านก็ตาม ตามหลักฐานที่นำมาเสนอไว้นี้ แสดงว่าแต่เดิมก็มาจากอินเดียด้วยกัน เพราะแม้ที่ว่าเป็นคำอิหร่าน ท่านอนันทกุมารสวามี ก็ว่ามีกำเนิดหรืออิทธิพลของอินเดีย"

ศิลปะการแสดงโขน ในชั้นแรกคงจะแสดงกันกลางสนามกว้างๆ เช่นเดียวกับการเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ในพระราชพิธีอินทราภิเษก และต่อมาก็มีการปลูกโรงให้แสดง จนกระทั่งมีฉาก ประกอบตามท้องเรื่อง โดยมีวิวัฒนาการมาตามลำดับดังนี้

โขนกลางแปลง

คือ การแสดงโขน บนพื้นดินกลางสนามหญ้าไม่ต้องปลูกโรงให้เล่น ปัจจุบันหาดูได้ยาก กรมศิลปากรเคยจัดแสดงโขนกลางแปลง ณ พระราชอุทยาน รัชกาลที่ ๒ จังหวัดสมุทรสงคราม ในโอกาสพิเศษ วันพระราชสมภพพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย การแสดง ขนกลางแปลงนี้ ในสมัยกรุงศรีอยุธยาคงจะมีหลายครั้ง เพราะในสมัยกรุงศรีอยุธยา เพิ่งจะเริ่มเกิดมีการแสดงโขน และโขนกลางแปลงก็คงจะเป็นแบบแรกที่คิดขึ้น ก.ศ.ร. กุหลาบกล่าวไว้ว่าสมัยกรุงศรีอยุธยามีการแสดงโขนกลางแปลง ๒ ครั้ง ครั้งแรกแสดงในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดี ฉลองพระชนมายุครบ ๒๓ พรรษา ในปีวอก จุลศักราช ๘๓๘ ตรงกับ พ.ศ. ๒๐๒๙ เป็นพระราชพิธีสะเดาะพระเคราะห์ มีมหรสพจับตอน หิรันต์ยักษ์ม้วนแผ่นดิน การแสดงในครั้งนั้นจะแสดงในรูปแบบของละครหรือโขนก็ไม่ปรากฏแน่ชัด แต่ถ้าเป็นการแสดงโขนก็น่าจะเป็นโขนกลางแปลง อีกครั้งหนึ่ง ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โปรดให้มีโขนกลางแปลง ทำขวัญเจ้าพระยาวิชเยนทร์ เนื่องจากเจ้าพระยาวิชเยนทร์ ถูกหลวงสรศักดิ์ชกปากถึงกับฟันหัก ๒ ซี่ ครั้นถึง สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พ.ศ. ๒๓๓๙ โปรดให้มีการแสดงโขนกลางแปลงในงานฉลองพระบรมอัฐิสมเด็จพระปฐมบรมชนกาธิราช ดังกล่าวในพระราชพงศาวดารว่า

"ในการมหรสพสมโภชพระบรมอัฐิครั้งนั้น มีโขนชักลอกโรงใหญ่ทั้งโขนวังหลวงและวังหน้า และประสมโรงเล่นกันกลางแปลง เล่นเมื่อศึกทศกัณฐ์ ยกทัพกลับสิบขุนสิบรถ โขนวังหลวงเป็นทัพ พระรามยกไป แต่ทางพระบรมมหาราชวัง โขนวังหน้าเป็นทัพทศกัณฐ์ยกออกจาก พระราชวังบวรฯ มาเล่นรบกัน ในท้องสนามหน้าพลับพลา ถึงมีปืนบ่าเหรี่ยมรางเกวียนลากออกมายิงกันดังสนั่นไป"

โขนกลางแปลง นิยมแสดงแต่การยกทัพและรบกันเป็นส่วนใหญ่ เพราะสนามกว้างเหมาะที่จะแสดงชุดที่มีตัวมากๆ เช่นกองทัพยักษ์และกองทัพวานรออกมารบกัน ปี่พาทย์ ที่บรรเลง ประกอบ การแสดงโขนชนิดนี้ ในสมัยกรุงศรีอยุธยามีเพียงวงที่เรียกว่า เครื่องห้า ประกอบด้วย ปี่กลาง ระนาดเอก ฆ้องวงใหญ่ ตะโพน กลองพัด และฉิ่ง กลองทัด ที่ใช้ตีประกอบ การแสดงโขน ในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีเพียงลูกเดียว เพิ่งจะมา เพิ่มเป็น ๒ ลูก ในสมัยรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์นี่เอง วงปี่พาทย์ ที่บรรเลง ประกอบ การแสดงโขนกลางแปลง จะต้องมี ๒ วงเป็นอย่างน้อย ปลูกเป็นร้านยกขึ้นเป็นที่ตั้งวงปี่พาทย์อยู่ใกล้ทาง ฝ่ายยักษ์วงหนึ่ง ทางฝ่ายมนุษย์วงหนึ่ง การที่ต้องปลูกเป็นร้านยกขึ้นให้สูงกว่าพื้นดินนั้น เพื่อให้ผู้บรรเลง ปี่พาทย์ ได้แลเห็นตัวโขนในระยะไกล และเนื่องจากบริเวณที่ใช้แสดงกว้างใหญ่มาก การใช้ปี่พาทย์เพียง วงเดียว เสียงที่บรรเลง ก็คงจะได้ยิน ไม่ทั่วถึงกัน ทั้งบริเวณและ มีทางเป็นไปได้ว่า วงปี่พาทย์ ที่บรรเลง ประกอบการแสดง โขนกลางแปลง ในสมัยอดีต น่าจะต้องมี มากกว่า ๒ วง เมื่อตัวโขนแสดงไปใกล้วงใด วงนั้น ก็บรรเลง แต่ในปัจจุบันนี้ การแสดงโขนกลางแปลง ไม่จำเป็น ต้องมีวงปี่พาทย์ หลายวงอีกแล้ว เพราะสามารถใช้เครื่องขยายเสียง ให้ดังไปทั่วสนามได้ การดำเนินเรื่อง ใช้การพากย์เจรจา ไม่มีขับร้อง แต่ในสมัยปัจจุบัน กรมศิลปากรปรับปรุง การแสดง โขนกลางแปลงเสียใหม่ โดยนำเอาศิลปะการแสดง โขน แบบโขนโรงใน และโขนหน้าจอ คือมีการจับระบำรำฟ้อน และมีเพลงร้องเข้าประกอบด้วย มาแสดง กลางสนาม ตามแบบอย่างของการแสดงโขนกลางแปลง

โขนนั่งราวหรือโขนโรงนอก

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชาธิบายเกี่ยวกับโขนนั่งราวว่า "ในงานมหรสพหลวง อย่างที่เคยมีในงานพระเมรุหรืองานฉลองวัด เป็นต้น คือ ที่เรียกตาม ปากตลาดว่าโขนนั่งราว" โขนนั่งราวนี้ มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าโขนโรงนอก เป็นการแสดงโขนที่วิวัฒนาการมาจากโขนกลางแปลง ซึ่งแสดงบนพื้นดินกลางสนามหญ้า มีต้นไม้และใบไม้ เป็นฉากธรรมชาติ เมื่อการแสดงโขนกลางแปลงวิวัฒนาการมาเป็นโขนนั่งราวหรือโขนโรงนอก ก็มีการปลูกโรงให้เล่นเป็นแบบเวทียกพื้น มีความกว้างยาวแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีหลังคากันแดด กันฝนด้วย ตรงด้านหลังของเวทีระหว่างที่พักผู้แสดงกับเวทีแสดงจะมีฉากกั้น ฉากกั้นนี้ทำเป็นภาพนูนๆ รูปภูเขาสองข้าง เจาะช่องทำเป็นประตูเข้าออกของตัวโขน (ในปัจจุบันนี้เวลาจะสาธิต การแสดงโขนนั่งราว มักจะใช้จอผ้าขาว โปร่ง ขึงแทน ซึ่งเป็นลักษณะของจอโขนหน้าจอ)

สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้คนเรียกการแสดงโขนชนิดนี้ว่า โขนนั่งราวก็คือ "ราว" ตรงหน้าฉากห่าง ออกมาประมาณ ๑ วา จะมีราวไม้กระบอกพาดตามส่วนยาวของโรง ตั้งแต่ขอบประตูด้านหนึ่งจรดขอบประตูอีกด้านหนึ่ง ตัวโขนที่เป็นตัวเอกของเรื่องจะนั่งบนราวไม้กระบอกนี้ แทนการนั่งเตียง เพราะโขนนั่งราวไม่มีเตียงตั้ง เกี่ยวกับเรื่องเตียงนี้ ครูอาคม สายาคม เคยเล่าให้ผู้เขียนฟังเมื่อครั้งที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ว่า โขนนั่งราวก็มีเตียงตั้งเหมือนกัน สำหรับให้ตัวนางนั่ง แต่ท่านผู้รู้ ก็แย้งว่า โขนนั่งราวไม่มีตัวนาง เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องมีเตียงให้ตัวนางนั่ง ผู้เขียนเคยอ่านพบเกี่ยวเรื่องการแสดงโขนในสมัยรัชกาลที่ ๗ ที่จัดแสดงโขนแบบโขนหน้าจอผสมกับโขนนั่งราว จึงมีทั้ง ราวไม้กระบอกและเตียงสำหรับนั่งด้วยกัน ครูอาคม ก็รวมแสดงโขนในครั้ง คงเป็นเหตุให้ ครูอาคม จดจำนำมาเล่าให้ผู้เขียนฟังว่าโขนนั่งราวมีเตียงด้วย ส่วนการที่ท่านผู้รู้อ้างว่า โขนนั่งราวไม่มีตัวนางก็ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะโขนนั่งราวจะต้องแสดงตอนพระรามเข้าสวนพิราพเป็นประจำทุกครั้ง ในตอนบ่ายก่อนวันแสดง ๑ วัน การแสดงโขน ตอนพระรามเข้าสวนพิราพ เป็นตอน ที่พระราม นางสีดา และพระลักษณ์ ในเพศดาบสออกเดินป่า แล้วหลงเข้าไปในสวน ของพิราพอสูร ดังนั้นการแสดงในตอนนี้ จึงต้องมีตัวนาง คือนางสีดา อย่าแน่นอน

ส่วนราวไม้กระบอกที่พาดอยู่หน้าจอโขนนั่งราวนี้ จะต้องทำขาหยั่งสูงประมาณครึ่งเมตร ตั้งรับไม้กระบอกเป็นระยะ ๆ เพื่อให้ไม้กระบอกทรงตัวอยู่และสามารถรับน้ำหนักตัวโขน ที่นั่งลงไปได้ ถึงกระนั้นเวลาตัวโขนหลาย ๆ คนนั่งลงไปบนราวไม้กระบอกในเวลาเดียวกัน ไม้กระบอกก็ส่งเสียงดังลั่นออดแอด ๆ ได้ยินไปถึงผู้ชม เอกลักษณ์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง ของโขนนั่งราวก็คือ ผู้แสดงโขน ทุกคนจะต้องสวมหัวโขนปิด

 

 

อ่าน:  6,639