เว็บไซด์  บทความ  กระทู้   

ภาพสัตว์หิมพานต์ ตอนที่ ๔

 
อัปสรสีหะ

"มูลของสัตว์หิมพานต์นั้น หม่อมฉันลองคิดวินิจฉัยดู เห็นว่าน่าจะมีเป็นลำดับดังทูลต่อไปนี้

ก) คำที่เรียกว่า สัตว์หิมพานต์ หมายความว่าสัตว์อย่างนั้นมีแต่ในป่าหิมพานต์ อันมนุษย์สามัญไม่สามารถจะเห็นตัวจริงได้ เพราะฉะนั้น สัตว์จตุบาทอย่างใดที่เห็นกันดาษดื่น ดังเช่น เสือ ช้าง ม้า วัว ควาย เป็นต้นก็ดี หรือสัตว์ทวิบาท ดังเช่น แร้ง เหยี่ยว และ เป็ด ไก่ เป็นต้นก็ดี จึงไม่นับเป็นสตว์หิมพานต์
ข) เพราะสัตว์หิมพานต์เป็นของที่ไม่เคยเห็นตัวจริง ช่างจะเขียนหรือปั้นรูปจึงอาศัยแต่เอาความที่บ่งไว้ในชื่อเรียก หรือพรรณนาอาการและลักษณะไว้ตามคำโบราณมาคิดประดิษฐ์รูปสัตว์หิมพานต์ขึ้นด้วยปัญญาของตน คาดว่าคงเป็นเช่นนั้น ยกตัวอย่าง เช่น ทำรูปสิงห์กับราชสีห์เป็นสัตว์ต่างกัน และทำรูปนกทัณฑิมาให้ถือไม้เท้า และมีมือเพราะต้องถือไม้เท้า สัตว์บางอย่างก็คิดรูปเลยไปด้วยขาดความรู้ เช่น ให้หงส์มีเขี้ยวมีฟันดังทรงปรารภนั้นเป็นต้น และกินนรด้วยอีกอย่าง ๑ ก็ทำผิดพระบาลีซึ่งว่ากินนรเป็นคน ปีกหางเป็นแต่เครื่องแต่งตัว ต่อเวลาจะไปไหนจึงใส่ปีกหางบินไป เมื่อสิ้นกิจการบินแล้ว ก็ถอดปีกหางออกเก็บไว้ต่างหาก เช่นกล่าวในเรื่องพระสุธน เพราะฉะนั้น กินนรจึงสมพงศ์กับมนุษยได้ แต่รูปกินนรที่ทำกัน ทำท่อนบนเป็นมนุษย์ ท่อนล่างเป็น นก ขัดกับความในพระบาลีทีเดียว จึงเห็นว่าเป็นด้วยขาดความรู้
ค) เมื่อช่าง ผู้เป็นต้นคิด ได้ทำรูปสัตว์หิมพานต์อย่างใดให้ปรากฏขึ้นแล้ว ช่างภายหลังก็ทำรูปสัตว์หิมพานต์อย่างนั้น ตามที่ปรากฏถือเป็นแบบต่อมา แม้จะแก้ไข ดูก็เป็นแต่ในทางประดับเช่นกระหนก เป็นต้น
ฆ) รูปสัตว์หิมพานต์เดิมคงมีน้อยอย่าง ดูเหมือนจะมีแต่สัตว์ที่ชื่อปรากฏในพระบาลี และเรียกชื่อเฉพาะตัวสัตว์นั้น ๆ ที่มาเรียกรวมกันว่าสัตว์หิมพานต์ น่าจะบัญญัติขึ้นต่อภายหลัง เมื่อมีรูปสัตว์พวกนั้นเพิ่มเติมขึ้นอีกมากมาย เหตุที่เพิ่มรูปสัตว์หิมพานต์มีมากขึ้น อาจจะมีเหตุที่หม่อมฉันยังไม่ได้คิดเห็น แต่ที่พอคิดเห็นนั้น เห็นว่าน่าจะเกิดแต่ทำเครื่องแห่พระบรมศพ เดิมทำแต่พอจำนวนเจ้านายขี่อุ้มผ้าไตรไปในกระบวนแห่ ตั้งแต่เปลี่ยนเป็นทำบุษบก วางไตรบนหลังรูปสัตว์ จึงเพิ่มจำนวนสัตว์ขึ้น การที่เพิ่มนั้น จะเพิ่มด้วยเหตุใดก็ตาม ช่างต้องคิดรูปสัตว์ขึ้นใหม่ให้แปลกออกไปจึงจับโน่นประสมนี่ สุดแต่ให้แปลกกับรูปสัตว์เดิมที่มีอยู่ และอาลักษณ์ก็ต้องคิดชื่อเรียกสัตว์ที่คิดขึ้นใหม่ จึงเกิดรูปสัตว์นอกรีตต่าง ๆ เช่น มยุรเวนไตย เป็นต้น

ว่าถึงรูปสัตว์แห่พระบรมศพ แต่ก่อนเมื่อเสร็จงานแล้วมักเอาไปตั้งทิ้งไว้ตามพระระเบียงวัดใหญ่ เช่น วัดมหาธาตุและวัดสุทัศน์เป็นต้น หม่อมฉันเคยเห็นทั้ง ๒ แห่ง เห็นที่วัดสุทัศน์เป็นรูปสัตว์ นอกแบบสัตว์หิมพานต์ออกไปอีก ได้ยินว่าทำเมื่องานพระเมรุสมเด็จพระเทพศิรินทรา บรมราชินี หรืองานไหนจำไม่ได้แน่ แต่เป็นภาพกินนรจีน ท่อนบนเป็นเช่นตัวงิ้ว หน้าดำหน้าแดงต่าง ๆ ท่อนล่างเป็นเช่นสิงโต ท่านได้ทอดพระเนตรเห็นหรือไม่ ดูยักเยื้องแปลกอยู่ ไม่ทราบว่าความคิดจะเกิดขึ้นด้วยเหตุอันใด "

เทพนรสิงห์

สาส์นสมเด็จ ฉบับวันที่๑๗ ธันวาคม ๒๔๘๓ สมเด็จฯ เจ้าฟัากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงพระนิพนธ์ ทูลตอบสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ว่า...

"เรื่องสัตว์หิมพานต์อาจกราบทูลได้มาก เพราะได้ศึกษามาในทางนั้นมาก กินนรจีน เป็นของทำขึ้นเมื่อครั้งพระเมรุสมเด็จพระนางสุนันทา เจ้าต๋งเป็นผู้คิด คิดตามแนวสัตว์หิมพานต์ ซึ่งเคยสำหรับงานพระเมรุมาแต่ก่อนซึ่งจับโน่นชนนี่ ทำที่วังพระองค์เจ้าประดิษฐวรการ หลวงเลขาวิจารณ์ (จีน ซึ่งเรียกกันว่า หลวงจีน) เป็นผู้ปั้นตลอดถึงเขียนที่รูปจีนเบื้องบนแต่ที่กะว่าให้ทำกี่คู่นั้น ไม่ทราบว่าใครกะ แต่ไม่มีอย่างอื่น ต้องเป็นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงกะหลวงจีนนั้นก็ประหลาด เกล้ากระหม่อมเคยพบมาก่อนทีหนึ่งแล้ว มาอวดดีต่าง ๆ ก็ให้นึกเกลียดหน้า แต่ครั้นฝ่าพระบาทตรัสใช้ให้แต่งห้องโรงทหารมหาดเล็ก ในงานเฉลิมพระชันษาคราวหนึ่งเป็นอย่างจีน ให้ทำกับนายต่วน (นายใหญ่) เขาบอกว่างานมากนัก จะไปตามเพื่อนมาช่วยเพื่อนของเขาที่โผล่หน้ามา ก็คือนายจีนนั่นเอง ตั้งแต่ร่วมงานกันคราวนั้นมา ก็เลยคุ้นเคยกัน แต่ก็ไม่พ้นอวดดีไปได้ เว้นแต่ค่อยยังชั่วลง เพราะจะรู้สึกว่าเกล้ากระหม่อมก็เข้าใจการช่างอยู่บ้างหรืออย่างไรไม่ทราบ

พระดำรัสตามพระดำริ ว่าสัตว์หิมพานต์เดิมทีคงมีน้อย แล้วมาปรุงขึ้นสาหรับการพระเมรุจึงมีมากนั้น เป็นการถูกแท้ทีเดียว ตำราสัตว์หิมพานต์ก็เห็นมีแต่ตำราทำสำหรับการพระเมรุเท่านั้น ตำราตัวจริงไม่เห็นมี หมดดีเสียที่รูปสิงห์กับราชสีห์ก็เข้าใจว่าเป็นคนละอย่าง ทำรูปสิงห์ไปอย่างหนึ่งรูปราชสีห์ไปอีกอย่างหนึ่ง ได้เคยสังเกตมาแล้ว รูปราชสีห์ คชสีห์นั้นมีมาแล้วแต่อินเดีย รูปนกหัสดินก็มีแต่หัว ไม่มีงวงมีงา เป็นอย่างนกอินทรีเท่านั้นเอง เว้นแต่เฉี่ยวเอาช้างไปกินตั้งสองสามตัว แสดงว่าใหญ่

นก ทัณฑมานวก นั้น ได้เคยค้นมาทีหนึ่งแล้ว ในพระบาลีว่ามีปากยาวดุจไม้ท้าวจดอยู่บนใบบัว แสดงว่าตัวเล็กมาก ไม่ใช่ตัวเป็นครุฑ ที่ทำตัวให้เป็นครุฑ ก็เพราะไม้ท้าวนำไป ถ้าตัวไม่เป็นคนก็ไม่ได้ ไม่มีมือจะถือไม้ท้าว

ครุฑ นั้นก็ประหลาด ในทางสันสกฤตเป็นชื่อจำเพาะตัวเดียว แต่ในทางบาลีเป็นชื่อสัตว์ชนิดหนึ่งซึ่งมีอยู่มากมาย เช่น เรื่องพระอินทร์ลักพาเอานางสุชาดาไป อำนาจความกระเทือนของรถก็ทำให้ลูกครุฑตกลงมาจากรัง ครุฑนั้น ลิ้นกวีที่ว่าไว้เดิมก็เป็นนก แต่แล้วลิ้นกวีที่ว่าต่อๆ ไปเอากิริยาคนใส่มากขึ้น รูปก็ต้องกลายเป็นครึ่งนกครึ่งคนไป ไม่เช่นนั้นก็ทำกิริยาอย่างใดไม่ได้ เวนตย ซึ่งมาเป็น เวน ไตย นั้นก็เป็นครุฑ ตัวต้นโดยจำเพาะ แปลงมาแต่คำ วินตา อันเป็นชื่อแม่หมายความว่าเกิดแต่นางวินตา มยุรเวนไตย เป็นจับโน่นชนนี่ รูปร่างเป็นครึ่งวิทยาธรครึ่งนกถือหางนกยูงแสดงว่าเหลว ขาดความรู้

กินนร นั้น ชอบกล ทางบาลีสันสกฤตเป็นตัวผู้ ว่าหน้าเป็นม้าตัวเป็นคน เป็นบริวารของท้าวเวสสุวัณ นัยหนึ่งว่าเป็นคนธรรพ์ พวกเล่นเพลงของเทวดา โดยลักษณะนี้เรียกว่า อัศวมุขี ก็เรียก เลื่อนมาทางไทย กลายเป็น อัคขมูขี เพราะฟังไม่สรรพ จับมากระเดียด ที่ตรงตามเดิมก็มี คือ นางแก้วหน้าม้า แต่กลายเป็นผู้หญิงไป กินนรผู้หญิงต้องเป็น กินนรี ทางบาลีสันสกฤตแปลว่านางฟ้า หรือถัดมาก็เป็นอัปสร คือ ละครของเทวดา ตามที่ว่านี้เข้าเรื่องนางมโนหรา ที่ว่าใส่ปีกหางที่แท้ กินนร หรือ กินนรี ไม่มีกล่าวถึงปีกหางเลย แต่ทำไมจึงทำเกี่ยวกับนกไปไม่ทราบ รูปที่พบเป็นครึ่งคนครึ่งนกก็มี ที่เป็นรูปคนติดปีกติดหางอย่างนางมโนหราก็มี ล้วนแต่เป็นนางทั้งนั้น ที่ทำรูปกินนรผู้ชายก็มี แต่มีน้อย จะต้องปรับว่าทำเหลวด้วยไม่รู้ "

สาส์นสมเด็จ ฉบับวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๔๘๔ สมเด็จฯ เจ้าฟัากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงพระนิพนธ์ ถึง สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ว่า...

"รูปครึ่งคนครึ่งสัตว์ ซึ่งพระดำรัสว่าทำตามอย่างชาติต่าง ๆ นั้น เห็นเป็นถูกอย่างยิ่ง เช่น สฟิง ก็มีมาแล้วแต่ครั้งอียิปต์ ทั้งตราอาร์มออสเตรียก็ไม่ตัวอะไรลืมชื่อเสียแล้วอยู่สองข้าง ตัวเป็นสิงห์ หน้าเป็นนกอินทรีมีปีกด้วย คนแต่ก่อนดูเหมือนจะนับถือสัตว์มากกว่าคน สังเกตเรื่องนารายณ์ ๑๐ ปาง ก็เป็นสัตว์เดียรัจฉานมากกว่าคน เพราะคนทำอะไรได้มาก อยู่ข้างจืด ถ้าเป็นสัตว์แล้วเค็มขึ้น เกี่ยวด้วยปาฏิหาริย์ จะกล่าวถึงสัตว์ชนิดที่เจ้านายตรัสเรียกว่า สัตว์โซโด เป็นการสมควรยิ่งกว่าที่เรียกกันว่า สัตว์หิมพานต์ ที่เรียกเช่นนั้น ดูก็เป็นเหลว สัตว์หิมพานต์จริง ๆ กล่าวแต่เป็นสัตว์ปรกติมี ช้าง ม้า งัว สิงห์ เป็นต้น ในการที่เราทำรูปสิงห์ไปไหนๆ ก็เพราะสิงห์บ้านเราไม่มี ทำไปตามบุญตามกรรม ถ้าเทียบกับชาติอื่น เช่น จีน และชวา เป็นต้นก็ผิดกันมาก นั่นเขาใกล้สิงห์มากกว่าเรา อนึ่งคำ สีห์ กับ สิงห ก็เป็นคำเดียวกัน เป็นภาษามคธกับสันสกฤตเท่านั้น คำว่า สิงห์ เขาลงนิคหิตในที่ฟันหนูคำมคธที่เรียกราชฬีหก็เป็นแต่ตัวนาย ไม่ใช่จะเป็นไปทุกตัว ทั้งคำ ราชสีห์ ก็มี สีหราช ก็มี กลับกันอยู่ ในภาษามคธจะเป็นอย่างไรไม่ทราบ แต่ในภาษาไทยคิดว่าผิดกัน

อนึ่ง รูปราชสีห์ที่มีงวงมีงาก็มีทำ แต่เรียกว่า ทักกะทอ เช่นในหนังสือเก่าๆ ก็มีว่า ทักกะทอนรสิงห์เม่นหมี ทักกะทอจะเป็นสัตว์อะไรไม่ทราบ เข้าใจว่าที่ผูกอย่างนั้นขึ้นครั้งแรกก็ตั้งใจจะทำเป็นคชสีห์ แต่ทีหลังทำคชสีห์มีหัวเป็นช้าง ราชสีห์ที่มีงวงมีงาก็กลายเป็น "ทักกะทอ" ไปแท้จริงคำว่า "คชสีห์" นั้นก็ตั้งใจจะยกย่องช้างว่าเก่งเหมือนกับราชสีห์ มีชื่อช้างระวางอยู่ว่า พลายสังหารคชสีห์ คชสีห์ในที่นั้น ก็หมายถึงช้าง ทางอินเดียทำรูปช้างเสาประตูเฝ้ากระไดก็มี ที่ทำรูปราชสีห์เป็นที่ช้างก็ได้ สังเกตว่ามีมาแต่ทางอินเดียแล้ว ไม่ใช่เราคิดขึ้น คำว่านรสิงห์เราก็มี แต่ลายถ้วยชาม ในตำราสัตว์หิมพานต์ซึ่งแห่พระศพมีเติมคำขึ้นว่า เทพนรสิงห์ นั่นก็คงเป็นเพราะ อัปสรสีหะ เป็นอิตถีลึงค์ขึ้น ทางอินเดียก็มี นรสิงหาวตาร แล้ว มีรูป วราหาวตาร ทำตัวเป็นคนหน้าเป็นหมูอีกด้วย แต่ในหนังสือก็กล่าวเป็นหมูแท้ๆ นั่นก็เกี่ยวกับเรื่องปาฏิหาริย์เหมือนกันคำว่า สัตวหิมพานต์ กลัวจะมาสมมุติกันขึ้นในบ้านเรานี้

ตามที่ตรัสว่ามองสิเออร์ฮาดุวินหน้าเป็นสิงโตกลางคืนนั้นผิดไป ที่แท้เป็นมองสิเออร์ลอยู แต่หลวงนิพัธราชกิจหน้าเป็นสิงโตกลางวันนั้นถูกแล้ว "

นกอินทรีย์

สาส์นสมเด็จ ฉบับวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๔๘๓ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์ ถึง สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ความว่า...

"เรื่องสัตว์หิมพานต์ ที่ประทานอธิบายว่ากินนรจีนทำเมื่องานพระเมรุฬ สมเด็จพระนางสุนันทานั้น เป็นความจริง ที่ข้องใจหม่อมฉันชอบกลนักหนา คือ คิดไม่เห็นว่าสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงจะโปรดรูปกินนรจีนว่างดงามอย่างไร จึงให้เอามาทำแทนรูปสัตว์หิมพานต์ไนงานพระเมรุ รูปกินนรจีนที่หม่อมฉันได้เห็นเอาไปไว้ที่วัด เดิมไม่ทราบว่าทำในงานพระเมรุครั้งไหน ถามผู้ใหญ่ ดูจะเป็นใครก็นึกไม่ออก เขาบอกว่าทำเมื่องานพระเมรุ สมเด็จพระเทพศิรินทร (หรือมิฉะนั้นออกพระนามสมเด็จพระนางสุนันทา แต่หากหม่อมฉันลืมไปเสีย และบอกต่อไปว่าเหมือนอย่างครั้งพระเมรุ สมเด็จพระเทพศิรินทร) หม่อมฉัน จึงจับเอามาจำว่าทำเมื่องานพระเมรุ สมเด็จพระเทพศิรินทร แต่ก็มีเค้าอยู่ด้วย เมื่องานพระศพสมเด็จพระนางสุนันทานั้น ดูเหมือนสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงตั้งพระราชหฤทัยทำตามแบบอย่างครั้งพระศพสมเด็จพระเทพศิรินทรที่มีกงเต็ก เพราะเหตุนั้น ชวนให้เห็นว่าที่โปรดให้ทำกินนรจีน ก็เพราะเหตุอันเดียวกัน

คำที่พรรณนาถึงสตว์หิมพานต์ก็ดี ป่าหิมพานต์ก็ดี ยกตัวอย่างเช่น ที่พรรณนาในเทศน์มหาชาติ เป็นต้น ล้วนเป็นคำของผู้ที่ไม่เคยเห็นสัตว์และสถานที่ที่พรรณนาทั้งนั้น ฝรั่งบวชที่มาอยู่ในกรุงเทพฯ เคยแต่งหนังสือลงพิมพ์อธิบายเรื่องอะไรต่างๆ หม่อมฉันสังเกตมา ไม่เห็นมีอะไรเป็นแก่นสาร ที่ว่าจะไปอยู่ถ้ำในป่าหิมพานต์ ก็ว่าไปตามเพื่อถือคำของผู้ไม่เคยไปนั่นเอง หม่อมฉันมีเรื่องจะเล่าถวาย เมื่อครั้งหม่อมฉันกลับจากยุโรปมาทางอินเดีย พระยาศิริธรรมบริรักษ์ (ทับ) เวลานั้นยังเป็น นายทับ มหาดเล็กรับใช้ของหม่อมฉัน ออกไปรับที่เมืองกาลกัตตา หม่อมฉันพาไปเที่ยวถึงเมืองดาชีลิงที่บนภูเขาหิมาลัยด้วย หม่อมฉันบอกว่าที่เรามานี้อยู่ในป่าหิมพานต์ เมื่อกลับมาถึงกรุงเทพฯ พระยาศิริธรรม ฯ ไปหาท่านธรรมทานาจารย์ (จุ่น) วัดสระเกศ ผู้เป็นอาจารย์ ท่านถามว่าได้ไปถึงไหน พระยาศิริธรรมบอกว่า ผมได้ไปถึงบนเขาในป่าหิมพานต์ ถูกท่านเจ้าจุ่นเอ็ดขนานใหญ่ ว่าไปเมืองนอกประเดี๋ยวเดียวไปเรียนวิชาโกหกกลับมา พระยาศิริธรรมว่า หม่อมฉันได้บอกเองว่าไปถึงป่าหิมพานต์ ท่านยิ่งโกรธว่า ผู้พูดดูราวกับว่าไม่รู้ ป่าหิมพานต์นั้นไปได้แต่เทวดากับฤๅษีสิทธิวิทยาธรที่รู้เหาะเหิน เอ็งเป็นมนุษย์เดินดินจะไปได้อย่างไร ข้าไม่เชื่อ พระยาศิริธรรมฯ ก็สิ้นพูด "

นอกจากนี้ ยังมีคำอธิบาย "กิเลน" และ "มังกร" ของพระยาอนุมานราชธน (ยง เสฐียรโกเศศ) ในหนังสือนิตยสารศิลปากร ปีที่ ๓ เล่มที่ ๒ ว่า ดังนี้

"กิเลน ถ้าเป็นตัวผู้ เรียกว่า ขี่ ตัวเมีย เรียกว่า หลิน รวมเรียกว่า ขี่หลิน เป็นสัตว์ทิพย์ปรากฏขึ้นเมื่อใด ก็เป็นสวัสดิมงคล เพราะฉะนั้น จึงมักปรากฏตัว เมื่อบ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุขหรือมีผู้มีบุญมาเกิด ตามตำราว่า กิเลน ตัวเป็นกวาง หางเป็นงัว มีเขาเดี๋ยวนี้ไม่บอกว่าหน้าเป็นอย่างไร

ส่วน มังกร ในตำราให้ลักษณะไว้พิสดาร ไม่แพ้สัตว์หิมพานต์ คือ มีศีรษะคล้ายอูฐ เขาคล้ายกวาง ตาคล้ายกระต่าย หูคล้ายงัว คอคล้ายงู ท้องคล้ายเหี้ย เกล็ดคล้ายปลาหลีต้อ (ในจำพวกปลาตะเพียน) เล็บคล้ายนกอินทรี อุ้งเล็บคล้ายเสือ เกล็ดมีจำนวน ๘๑ เกล็ด เสียงคล้ายเสียงฆ้อง สองข้างปากมีหนวดเครา ใต้คางมีมุกดา ใต้คอมีเกล็ดย้อน หายใจเป็นเมฆ บางทีก็แปรเป็นฝนหรือเป็นไฟ (มีภาพประกอบ) "

แม้เมื่อคราวถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ ปีมะเส็ง เอกศก ๑๒ ๑ (พ ศ ๒๔๑๒) ก็ยังกล่าวถึงสัตว์ป่าหิมพานต์ ครั้นถึงรัชกาลที่ ๖ เมื่อจะทำพระเมรุถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีเอกสารเป็นพระราชหัตถเลขาฉบับหนึ่งซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อยังดำรงพระชนม์อยู่โดยสวัสดิภาพได้พระราชทานกระแสพระราชดำริ ดำรัสสั่งถึงการพระเมรุพระบรมศพของพระองค์ไว้ว่า ดังนี้

"แต่ก่อนมาถ้าพระเจ้าแผ่นดินสวรรคตลง ก็ต้องปลูกพระเมรุใหญ่ซึ่งคนไม่เคยเห็นแล้วจะนึกเดาไม่ถูกว่าโตใหญ่เพียงไร เปลืองทั้งแรงงานคนและเปลืองทั้งพระราชทรัพย์ ถ้าจะทำในเวลานี้ก็ดูไม่สมกับการที่เปลี่ยนแปลงของบ้านเมือง ไม่เป็นเกียรติยศยืดยาวไปได้เท่าใด ไม่เป็นประโยชน์แก่คนทั้งปวง กลับเป็นความเดือดร้อน ถ้าเป็นการศพท่านผู้มีพระคุณ หรือผู้มีบรรดาศักดิ์ใหญ่อันควรจะได้เกียรติยศ ฉันไม่อาจจะลดทอน ด้วยเกรงว่าคนจะเข้าใจว่า เพราะผู้นั้นประพฤติไม่ดีอย่างหนึ่งอย่างใด จึงไม่ทำการศพให้สมเกียรติยศที่ควรจะได้ แต่เมื่อถึงตัวฉันเองแล้ว เห็นว่าไม่มีข้อขัดขวางอันใดเป็นข้อคำที่จะพูดได้ถนัด จึงขอให้ยกเลิกงานพระเมรุใหญ่นั้นเสีย ปลูกแต่ที่เผาพอสมควรในท้องสนามหลวงแล้วแต่จะเห็นสมควรกันต่อไป " (จากเทศาภิบาล เล่ม ๑๐ แผ่นที่ ๕๙)

แหล่งข้อมูล

"ภาพสัตว์หิมพานต์" จากสมุดไทยดำของหอสมุดแห่งชาติ, ยิ้ม ปัณฑยางกูร. ข้อมูล/ภาพ

 

อ่าน:  5,867