เว็บไซด์  บทความ  กระทู้   

ภาพสัตว์หิมพานต์ ตอนที่ ๓

 
ทักทอ

สาสน์สมเด็จ ฉบับวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๔๘๓ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงพระนิพนธ์ ถึง สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ว่า...

"ตามที่ตรัสถึงรูปสัตว์ ซึ่งเราทำผิดกับตัวจริงนั้น จับใจมาก ราชสีห์ ถึงแม้ได้ตัวจริงเข้ามาก็ไม่มีใครเชื่อว่าเป็นราชสีห์ เข้าใจกันว่าเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งต่างหาก แม้ที่เรียกชื่อว่า สีห์ กับ สิงห์ ก็เข้าใจว่าเป็นสัตว์คนละอย่าง หาเข้าใจว่าเป็นแต่เพียงภาษามคธกับสันสกฤตเท่านั้นไม่ ที่เป็นไปดังนั้น ก็คงเป็นเพราะสตว์ชนิดนั้นไม่มีในบ้าน จึงกลับไม่ได้ เหมือนกับแรด

รูปราชสีห์ซึ่งเราทำกันอยู่นั้น สังเกตเห็นทางมอญทางพม่าก็ทำรูปเหมือนกัน ใครจะเอาอย่างใครก็ไม่ทราบ

รูปสัตว์หิมพานต์ ตามตำราที่ตรัสถึงนั้นเห็นเป็นเหลวที่สุด ตกลงผสมเอาตามชอบใจ เช่น เหมราอัศดร ตัวเป็นม้าหน้าเป็นหงส์ หรือ มังกรวิหค ตัวเป็นนกหน้าเป็นมังกร เป็นต้น ในการคิดผสม เห็นจะเป็นเพราะต้องการรูปสัตว์แห่มาก สัตว์หิมพานต์เดิมมีไม่พอ ก็คิดผสมขึ้นตามที่ตรัสอ้างถึงสัตว์หิมพานต์ของฝรั่ง ทำให้นึกได้อีกเป็นหลายอย่าง ที่เรียกว่า กริฟฟิน ตัวเป็นราชสีห์มีปีกหน้าเป็นนกนั้น ก็มาตรงกับ ไกรสรปักษา ของเรานั่นเอง สฟิง ของอียิปต์ตัวเป็นราชสีห์หน้าเป็นคนก็มาตรงกับนรสิงห์ของเรา ที่จริงนรสิงห์ ก็ไม่ใช่สัตว์หิมพานต์ ทางอินเดียผูกขึ้นตามนิทานอวตารปางหนึ่ง พม่าก็ทำสัตว์หิมพานต์ ดังกล่าวไว้ในคัมภีร์ไตรภูมิเป็นต้น ก็เป็นสัตว์ป่าเราตามปรกตินั่นเอง หาได้เป็นสัตว์อย่างพิลึกกึกกืออะไรไปไม่ เห็นได้ว่าสัตว์หิมพานต์ที่มีรูปพิลึกกึกกือไปนั้นเกิดขึ้นทีหลัง

มังกร ถึงอย่างไรก็เป็นงูไม่ได้ เพราะมีตีน งูไม่มีตีน จะต้องเป็นพวกจิ้งเหลน "

สาส์นสมเด็จ ฉบับวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๔๘๓ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงพระนิพนธ์ ถึง สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ว่า...

"จะย้อนหลังกราบทูลเรื่องสัตว์หิมพานต์ เพราะว่าจับใจในพระดำรัสยิ่งนักที่ตั้งชื่อว่าสัตว์หิมพานต์นั้น หมายถึงสัตว์ที่ทำประกอบด้วยกระหนกทกทวย ไม่ได้หมายว่าเป็นสัตว์ที่อยู่ในป่าหิมพานต์ อันสัตว์ที่อยู่ในป่าหิมพานต์นั้น ก็เป็นสัตว์อย่างตรงๆ ดื้อๆ เช่นพรรณนาถึงสระอโนดาตก็ว่ามีทางน้ำไหลออก ๔ ทิศ ทางน้ำไหลออกนั้นเป็นหน้าม้า หน้าช้าง หน้าโคหน้าสิงห์ (คือ Lion) แล้วก็ตกไปเป็นลำน้ำไหลไปสู่ที่สัตว์เหล่านั้นอยู่ ไม่ปรากฏว่ามีสัตว์อะไรซึ่งไม่มีอยู่ที่อื่น

สัตว์ซึ่งประกอบด้วยกระหนกทกทวย อันเรียกว่าสัตว์หิมพานต์นั้น เห็นทีจะมาแต่สิงห์หรือสีห์มากกว่าอย่างอี่น เพราะในลางประเทศไม่มีตัวจริง จนทำให้ไม่รู้จัก จึ่งเขียนเดาไปตามชอบใจแล้วก็จำไปทำต่อๆ กัน

ทีหลังพวกคำพูดเปรียบต่างๆ เช่น คชสีห์ ก็เปรียบว่าช้างกล้าราวกับว่าสีห์ หรือ นรสีห์ ก็เปรียบว่าคนกล้าราวกับสิงห์ เมื่อไม่เข้าใจว่าเป็นคำเปรียบ ก็ทำรูปสัตว์เป็นครึ่งช้างครึ่งสีห์และเป็นรูปครึ่งคนครึ่งสิงห์ ก็เป็นอันมีรูปแปลกไป เอารวมเข้ากับสัตว์ซึ่งเดาทำขึ้น เรียกว่าสัตว์หิมพานต์ แต่ที่จริงสัตว์หิมพานต์ หาได้มีรูปวิปลาสนั้นไม่เลย

บรรดาสัตว์ซึ่งเรียกสัตว์หิมพานต์ สังเกตจัดได้ว่ามี ๔ จำพวก คือ

(๑) เป็นสัตว์ตรงๆ
(๒) ลอกอย่างเขามา
(๓) คิดขึ้นจากคำ กับ
(๔) ผสมเอาตามชอบใจ

อย่างที่ว่าเป็นสัตว์ตรง ๆ นั้นก็เช่น ช้าง ม้า เป็นต้น อย่างที่ว่าลอกอย่างเขามานั้น ก็เช่น สิงห์ สีห์ เป็นต้น ที่คัดมาแล้วผิดจากเดิมไปนั้น เป็นธรรมดาที่ปลายมือของช่าง อย่างที่ว่าคิดขึ้นจากคำ ก็คือ ทักทอ และสางแปรง (หรือแปลงก็ไม่ทราบ) เป็นต้น คำ ทักทอ ก็มีมาในคำกลอนว่า ทักทอนรสิงห์เม่นหมี ทักทอ จะเป็นตัวอะไรก็ไม่ทราบ สางนั้นมีคำอยู่ว่า เสือสาง มีคนเดาว่าเป็นเสือช้าง คำ สาง เขาเห็นมาแต่ช่าง ว่าก็เข้าที แต่น่าจะเป็นไปทางผีก็ได้ ด้วยมีคำว่า "ผีสาง" อย่างที่ว่าผสมก็เช่น "เหมราอัสดร" ตามที่กราบทูลมาก่อนแล้วนั้น "

สาส์นสมเด็จ ฉบับวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๔๘๓ สมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงพระนิพนธ์ ถึง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ว่า...

"ลักษณะรูปสัตว์หิมพานต์นั้น หม่อมฉันเห็นว่าอธิบายที่ประทานมาว่าเป็น ๔ จำพวกนั้นถูกต้อง คำเรียกว่าสัตว์หิมพานต์ก็หมายความเพียงว่าสัตว์เช่นนั้นไม่มีที่อื่น หรือถ้าว่าอีกอย่างหนึ่งช่างเขียนรูปสัตว์หิมพานต์มีแต่ความคิดกับฝีมือ ไม่มีความรู้ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้น เหมือนกันหมดทุกชาติ "

สาส์นสมเด็จ ฉบับวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๔๘๓ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงพระนิพนธ์ ถึง สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ว่า...

"ข้อนี้เกิดขึ้นในญาณสืบมา แต่ที่กราบทูลถึงสัตว์หิมพานต์ เกล้ากระหม่อมเคยเลี้ยงลูกหมีไว้ทีหนึ่ง ด้วยเขาเอามาให้ ได้ถามเขาว่ามันกินอะไร เขาบอกว่ากินข้าวคลุกน้ำตาล ก็ได้ทำให้มันกินอย่างเขาบอก ไม่ช้ามันก็ตาย แต่เมื่อนั้นก็ไม่ได้คิดอะไร นึกว่ามันตายโดยธรรมดาเป็นเอง ภายหลังมาเขียนรูปเรื่อง "ธรรมาธรรมะสงคราม" ถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า ฯ เห็นว่ารูปเทวดาอธรรมควรจะขี่รถเทียมหมี เพราะมันเป็นสีดำสมความเป็นอธรรม และเป็นสัตว์ร้ายต้องตามที่เขาว่า กาฬสีห์ คือ หมี เข้าอย่างที่เขาเขียนรถยักษ์ เทียมราชสีห์ แต่เขียนหมีไม่ถูก

หาดูอย่างในสมุดรูปสัตว์ซึ่งฝรั่งเขาทำมา ก็ไม่มีหมีไทยอยู่ในนั้น จึงสืบถามคนหลายคนว่าเห็นใครเอาหมีมาเลี้ยงไว้ที่ไหนบ้าง เขาบอกว่าที่นั่นที่นี่ ตามไปดูได้ความแต่ว่ามันตายเสียแล้ว ไปพบแห่งหนึ่งก็เป็นลูกหมีอย่างที่เคยเลี้ยงมันไว้ ตกลงหาอย่างหมีตัวโต ๆ ไม่ได้ ก็เขียนเดาเอาตามบุญตามกรรม พวกช่างเราถนัดถ่ายเอารูปฝรั่ง เห็นไม่ได้ จะว่ามากไปไยมี เอาแต่สัตว์ที่ดาษดื่น เช่นงัวเป็นต้น งัวฝรั่งกับงัวไทยเหมือนกันเมื่อไร ผิดกันตั้งแต่โครงกระดูกขึ้นไปทีเดียว มาบัดนี้มาเกิดความเห็นขึ้น ว่าเขียนเป็นหมีนั้นอ้อมค้อมไปเปล่า ๆ หาหมีดูไม่ได้เขียนเป็นราชสีห์ถมหมึกก็แล้วกัน งามกว่าด้วย ในการที่ไปเที่ยวหาหมีดูไม่ได้ เพราะมันตายเสียหมดแล้ว ได้พบแต่ลูก ซึ่งเคยได้มันมาเลี้ยง ก็ได้คิด ทำให้รู้สึกตัวทันทีว่าเขลา ไม่ได้เลี้ยงมันด้วยอาหารของมัน มันจึงตายเสียไม่ทันโต ที่ให้กินข้าวคลุกน้ำตาลนั้น ก็เอามาแต่คำพูดกันว่า หมีกินผึ้ง มันจะกินจริงๆ หรือไม่ ก็รู้ไม่ได้ ถ้ามันกินจริงมันต้องการจะกินน้ำผึ้งหรือตัวผึ้ง ก็รู้ไม่ได้เหมือนกัน ถึงอย่างไรก็ดี แม้มันกินรวงผึ้ง ก็เป็นอติเรกาหาร ไม่ใช่อาหารประจำวัน

ซึ่งเป็นประจำชีวิต เหมือนเลี้ยงนกขุนทอง ให้กินข้าวกับไข่ นั้นก็ผิดธรรมดาอย่างเอกอุมันอยู่ป่ามันจะเอาข้าวสุกเอาไข่ที่ไหนมากินเป็นอาหารประจำชีพ ต่างว่ามันชอบกินไข่ ก็จะต้องไปข่มเหงแย่งไข่จากนกทีเล็กกว่ามันกิน ย่อมเป็นอติเรกาหารเหมือนกัน ข้าวสุกนั้นไม่มีกินแน่ หมีนั้นฟันมันเหมือนเสือ คิดว่าธรรมดามันทีจะกินเนื้อ ไม่ใช่น้ำผึ้ง ควรจะสอบถามอ้ายแขกเล่นหมี ตุมมะกิตุมมะกินา ว่าให้มันกินอะไร แต่ก็ล่วงเวลาพ้นมาเสียนานแล้ว "

เหมราช

สาส์นสมเด็จ ฉบับวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๔๘๓ สมเด็จ ฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงพระนิพนธ์กราบทูล สมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ความว่า..

"ตามที่กราบทูลมาก่อนถึงเรื่องสัตว์หิมพานต์ ติดจะพูดคลุมเครือกลัวจะไม่เข้าพระทัยแจ่มแจ้ง ซึ่งได้กราบทูลมาต่อไปนี้เพื่อให้ชัดขึ้น

อันว่าสัตว์หิมพานต์ จะตัดพูดตรงไปในบัดนี้ จำเพาะแต่รูปราชสีห์ทำกันอยู่เป็นสองอย่างที่ตรงหงอน คือ ทำกันบากเป็นกระหนกอย่างหนึ่ง แลเป็นเส้นขนอย่างหนึ่ง เห็นว่าทำได้ทั้งสองอย่างแต่จะต้องเข้าใจว่าทำเป็นอย่างไร ถ้าทำเป็นตัวจริงแลหงอนเป็นขนถูก เพราะว่าหงอนสัตวสี่เท้าจะต้องเป็นขน บากเป็นกระหนก คือ ใบไม้นั้นหลงมาจากลาย ถ้าทำเป็นรูปราชสีห์ คชสีห์ในลาย บาก หงอนเป็นใบไม้จึ่งควร เพราะเป็นลาย ผูกขึ้นแต่ใบไม้

คำว่า กนก นั้นก็หลง กนกในภาษามคธ แปลว่าทอง คงเอามาใช้แก่ตู้ลายทอง คือ ตู้ลายรดน้ำก่อน แล้วเข้าใจกันเคลื่อนผิดไป เป็นว่าใบไม้อย่างสะบัดไปสะบัดมานั้นเป็นกนก

ความเข้าใจผิดนั้น ดูก็เห็นขัน จะกราบทูลถวายตัวอย่างที่สัตว์หิมพานต์นั่นเอง ในตำรามีรูปหนึ่ง ทำเป็นราชสีห์หัวเป็นหงส์ จดชื่อว่า เหมราช ดูเป็นหลงเอาคำ เหม ว่าเป็นหงส์ เอาคำ ราช เป็นราชสีห์ ที่แท้คำ เหมราช ก็แปลได้ความว่า พญาทอง เท่านั้นเอง หัวเหมราชนั้นมีฟันตลอดปากอาจคิดทำให้เป็นสัตว์กินเนื้อ เข้าพวกราชสีห์ได้ก็เป็นได้ แต่ที่ทำหงส์กันก็มีฟันตลอดปากดูไม่เข้าทีเลยที่นกมีฟัน หรือจะเอาอย่างหัวเหมราชไปทำก็ไม่ทราบ

นกหัสดิน

ได้พบที่บานมุกการเปรียญวัดป่าโมก ซึ่งเอามาบรรจุไว้ที่วิหารยอดในวัดพระแก้ว ทำปากหงส์เป็นปากนก ไม่มีฟัน เห็นเข้าก็ชอบใจและมียิ่งกว่านั้น นกหัสดิน ก็แก้งาเป็นปากนก มีงวงทับไปบนปากดุจไก่งวงฉะนั้น ที่ทำกันมาก็เอาหัวคชสีห์ไปต่อเข้ากับตัวนกอย่างดื้อ ๆ เพราะชื่อมันแปลว่านกช้าง เป็นการทำที่ไม่ได้คิดโดยรอบคอบ จึงนำทางให้เข้าใจไปว่า การทำปากหงส์ให้เป็นปากนกก็ดี การแก้งานกหัสดินให้เป็นปากนกก็ดีเป็นของท่านครู ผู้ซึ่งเป็นผู้ให้ลายมุกท่านคิดขึ้นใหม่ ไม่ใช่ทำตามแบบแผน ซึ่งเคยทำกันมาแต่เก่าก่อน

พูดถึง หงส์ ก็นึกคำเครื่องเล่นมหาพนขึ้นมาได้ มีว่า ห์โส อันว่าหงส์เหมราชธาตุชอบเย็น ถ้าใครสงสัยไม่เคยเห็นก็ห่านเรานี่แหละ ที่เขาเขียนประดิษฐ์และนั่นมันเกินไป เอากระหนกแนมเข้าแซมใส่ให้สลวย ดูนอกอย่างหางระรวยอะไรนั่น ยาวเป็นวาสองวา คิดว่าคำแต่งนี้ผู้รู้แต่ง ไม่มีหลงอยู่ในนั้นเลย "

แหล่งข้อมูล

"ภาพสัตว์หิมพานต์" จากสมุดไทยดำของหอสมุดแห่งชาติ, ยิ้ม ปัณฑยางกูร. ข้อมูล/ภาพ

 

อ่าน:  5,548