เว็บไซด์  บทความ  กระทู้   

ภาพสัตว์หิมพานต์ ตอนที่ ๑

 
ครุฑ

ความเป็นมาของภาพสัตว์หิมพานต์เท่าที่พบหลักฐาน มีดังที่จะได้ประมวลมาเสนอดังต่อไปนี้

ครั้งโบราณกาล ชนชาติเขมรถือระบอบเทวนิยมตามทัศนคติของพราหมณ์ราชปุโรหิตาจารย์ โดยเฉพาะเรื่องพระมหากษัตริย์ เมื่อทรงพระราชสมภพก็ถือเป็น ทิพยเทพาวตาร ครั้นถึงวาระสุดท้ายแห่งพระชนมชีพก็ใช้คำว่า สุรคต หมายความว่าเสด็จไปสู่เทวาลัยสถาน ณ เขาพระสุเมร ส่วนพระบรมศพนั้นก็อัญเชิญไปถวายพระเพลิง ณ พระเมรุที่ได้จัดทำขึ้น

เรื่องพระเมรุนี้ สมเด็จ ฯ เจ้าฟัากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ตรัสเล่าไว้ในสาส์นสมเด็จ ฉบับวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๑ ว่า

"เมรุก็ทำอย่างปราสาทเขมร ปราสาทเขมรก็ทำอย่างเมรุ เหตุที่ได้ชื่อว่าเมรุ ก็เพราะมีลักษณะเขาพระเมรุ คือมีสิ่งที่เป็นประธานอยู่กลาง ได้แก่ เขาพระเมรุ แล้วมีคตล้อมรอบ ได้แก่ เขาสัตตบริภัณฑ์ อย่างเต็มที่แต่ก่อนคงมี ๗ ชั้น แล้วก็ลดชั้นลงจนไม่มีคตล้อมรอบเลย ก็ยังคงเป็นเมรุอยู่นั่นเอง ภายหลังความหมายก็กลายไปว่าเมรุเป็นที่เผาศพ"

อันการทำพระเมรุ โดยมุ่งหมายให้เป็นเขาพระสุเมรุ ซึ่งมีเขายุคนธร เขาอิสินธร เขาการวิก เขาสุทัสสนะ เขาเนมินธร เขาวินตก แลเขาอัสสกัณณ์ เขาทั้งเจ็ดนี้ มีชื่อรวมกันรียกว่าเขาสัตตบริภัณฑ์ ตั้งรายล้อมรอบเขาพระเมรุหรือเขาพระสุเมรุนั้น ได้ทำตามระบอบเทวนิยม เมื่อภาวะเป็นเช่นนี้ ก็เป็นอันว่าสถานที่เช่นนั้น ต้องมีสภาพเป็นป่าเขาลำเนาไพร ดาษดื่นไปด้วยสิงสาราสัตว์นานาพันธุ์มาอาศัยอยู่เป็นธรรมดา

เพราะขัตติยราชประเพณีของเขมรมีมาอย่างนี้ ฉะนั้นเมื่อทำพระเมรุอย่างปราสาทเขมร เช่น ปราสาทหินพิมาย เป็นที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพ จึงทำหุ่นสัตว์นานาพันธุ์สมมติเป็นสัตว์ป่าหิมพานต์ นำเข้าริ้วขบวนแห่พระบรมศพไปสู่พระเมรุ ระบอบเทวนิยมนี้ ได้ถือเป็นราชประเพณีสืบต่อกันมาช้านาน

หงส์

ก็แลขนบธรรมเนียมของเขมรนี้ ไทยได้รับมาแต่ต้นสมัยอยุธยา เรื่องนี้สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงแสดงไว้ในหนังสือ ลักษณะการปกครองประเทศสยามแต่โบราณ มีข้อความว่า

"วิธีการปกครองกรุงศรีอยุธยา มาแก้ไขมากเมื่อรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเหตุด้วยเมื่อรัชกาลก่อนได้อาณาเขตกรุงสุโขทัย ซึ่งลดศักดิ์ลงเป็นประเทศราชอยู่นั้นมาเป็นเมืองและตีได้เมืองนครธม ซึ่งเป็นราชธานีของประเทศขอม เมื่อปีฉลู พ.ศ. ๑๙๗๖ ในสมัยนั้นได้ข้าราชการเมืองสุโขทัย และชาวกรุงกัมพูชาทั้งพวกพราหมณ์พวกเจ้านายท้าวพระยา ซึ่งชำนาญการปกครองมาไว้ในกรุงศรีอยุธยาเป็นอันมาก ได้ความรู้ขนบธรรมเนียมราชการบ้านเมือง ทั้งทางกรุงสุโขทัยและกรุงกัมพูชาถ้วนถี่ดีกว่าที่เคยรู้มาก่อน จึงเป็นเหตุให้แก้ไขประเพณี เลือกทั้งแบบแผนในกรุงสุโขทัยและแบบขอมในกรุงกัมพูชา มาปรับปรุงเป็นวิธีการปกครองกรุงศรีอยุธยาตั้งแต่ในรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ แล้วต่อมาในรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีพระองค์ที่ ๒ ซึ่งเป็นราชโอรสสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ วิธีปกครองที่ปรุงขึ้นเมื่อระหว่าง พ.ศ.๑๙๙๑ จน พ.ศ. ๒๐๗๒ ใน ๒ รัชกาลที่กล่าวมา จึงได้เป็นหลักของวิธีปกครองประเทศสยามสืบมาถึงแก้ไขบ้างในบางสมัย ก็เป็นแต่แก้พลความ ตัวหลักวิธียังคงอยู่จนถึงกรุงรัตนโกสินทร์นี้"

และอีกตอนหนึ่งในหนังสือเรื่องเดียวกันนี้ได้ทรงแสดงไว้ว่า

"ฝ่ายพราหมณ์ สั่งสอนขนบธรรมเนียมบ้านเมืองและนิติศาสตร์ราชประเพณีเป็นประโยชน์ในทางโลก แม้พระเป็นเจ้าในศาสนาไสยศาสตร์ เช่น พระอิศวร พระนารายณ์ ไทยก็รับนับถือ อย่างเช่นเทวดาในชั้นฟ้าอันมีใน คติพระพุทธศาสนา ไม่ขัดข้องต่อกัน จึงได้สร้างเทวรูปเหล่านั้นและทำเทวสถานสำหรับบ้านเมืองมีสืบมาจนกาลบัดนี้"

โดยเฉพาะเรื่องทำพระเมรุและมีสัตว์ป่าหิมพานต์ด้วยนั้น มีกล่าวไว้ในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาว่า ในรัชสมัยพระเพทราชา เมื่อคราวถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนารยณ์มหาราชว่า

"ครั้งถึงเดือนเพ็ญเดือนหกปีกุนเบญจศกได้มหาศภนักขัตฤกษ์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ได้ อัญเชิญพระบรมโกศลงจากพระมหาปราสาทที่นั่งสุริยามรินทร์ ประดิษฐานเหนือบุษบกพระมหาพิชัยราชรถ อันอลังการด้วยสุวรรณรัตนวิจิตรต่างๆ สรรพด้วยเศวตบวรฉัตรขนัคพระอภิรุมสายพรายพรรณ บังพระรุริยัน บังแทรกสลอนพลแตรงอน แตรฝรั่ง อุโฆษสังข์นี่สนั่น บันลือลั่นด้ยศัพท์สำเนียงดุริยางค์ดนตรี ปี่กลองชนะประโคมครั่นครื้นกึกก้องหลนฤนาท และสมเด็จพระสังฆราชสำแดงพระอภิธรรมกถา และรถโปรยเข้าตอกดอกไม้ รถโยง รถท่อนจันท์ และรูปนานาสัตว์จัตุบาท ทวิบาททั้งหลาย หลังมีสังเด็ดใส่ไตรจีวรเป็นคู่ ๆ แลดูมโหฬารดิเรกพันลึก อธึกด้วยพลแห่แหนแน่นนันเป็นขนัดโดยกระบวนข้ายขวาหน้าหลัง"

มยุรเวนไตย

ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ เมื่อคราวถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระพทธยอดฟัาจุฬาโลกมหาราช พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๒ ได้บันทึกไว้ว่า

"พระเมรุครั้งนี้ สร้างตามแบบพระเมรุพระบรมศพสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครั้งกรุงเก่า เป็นพระเมรุอย่างใหญ่เต็มตำรา ขนาดเสาใหญ่สูงเส้นหนึ่ง ชื่อยาวเจ็ดวา พระเมรุสูงตลอดยอดนั้นสองเส้น ภายในมีพระเมรุทองอีกขั้น ๑ สูงสิบวา ตั้งพระเบญจาทองคำรับพระบรมโกศ มีเมรุทิศทั้งแปดทิศ มีสามสร้างตามระหว่างเมรุทิศ ชั้นในมีราชวัติทึบปักฉัตรเงิน ฉัตรทอง ฉัตรนากสลับกัน หลังสามสร้างชั้นนอกมีโรงรูปสัตว์รายรอบ มีราชวัติไม้จริงทรงเครื่องฉัตรเบญจรงค์ล้อมโรงรูปสัตว์อ์กชั้น ๑ ต่อออกมาตั้งเสาดอกไม้พุ่มรายรอบราชวัติอีกชั้น ๑ แล้วมีระทาดอกไม้สูงสิบสองวา ๑๖ ระทา"

ถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ กรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อคราวถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๔ บันทึกความไว้ว่า

"ลุศักราช ๑๒๑๔ ปีชวด จัตวาศก เป็นปีที่ ๒ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เร่งรัดทำการพระเมรุให้ทันในฤดูแล้ง เจ้าพนักงานจัดการทำพระเมรุตลอดยอดนั้น ๒ เส้น มียอดปรางค์ ๕ ยอด ภายในมีพระเมรุทองสูง ๑๐ วา ตั้งเบญจาทองรองพระบรมโกศ มีเมรุทิศทั้ง ๘ มีราชวัติ ๒ ชั้น มีฉัตรเงิน ฉัตรทอง ฉัตรนาก รายตามราชวัติชั้นใน ฉัตรเบญจรงค์รายตามราชวัติชั้นนอก มีโรงรูปสัตว์ รายรอบไปในราชวัติฉัตรเบญจรงค์ มีระทาดอกไม้สูง ๑๒ วา ๑๖ ระทา มีเครื่องประดับประดาในพระบรมศพครบทุกสิ่งทุกประการ ตามเยี่ยงอย่างประเพณีพระบรมศพมาแต่ก่อน"

อนึ่ง ในรัชกาลที่ ๔ นั้น เมื่อพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี ในปีจอจัตวาศก จ.ศ. ๑๒๒๔ (พ.ศ. ๒๔๕๐) และในรัชสมัยรัชกาลที่ ๕ และเมื่อพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ในปีมะโรง โทศก จ.ศ. ๑๒๔๒ (พ.ศ. ๒๔๒๓) การทำพระเมรุพระราชทานเพลิงพระศพ ทั้ง ๒ พระองค์นี้ ก็ยังมีหลักฐานกล่าวถึงสัตว์ป่าหิมพานต์ตามขัตติยราชประเพณีอยู่ด้วย ดังปรากฏในสาสน์สมเด็จที่ได้จัดมาพิมพ์ไว้ข้างท้ายนี้

แหล่งข้อมูล

ภาพสัตว์หิมพานต์, จากสมุดไทยดำ ของหอสมุดแห่งชาติ. (ข้อมูลและภาพ)

 

 

อ่าน:  3,948