เว็บไซด์  บทความ  กระทู้   

โครงการศิลปาชีพฯ

 

ตลอดระยะเวลาร่วม ๕๐ ปีที่ผ่านมา จากจุดเริ่มต้นที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนราษฎรเป็นครั้งแรก และทรงริเริ่มให้มีการฟื้นฟูและพัฒนางานศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ จนกระทั่งก่อตั้งเป็น "มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ" ซึ่งมีส่วนสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของแต่ละภูมิภาค

พระราชกรณียกิจในด้านการสร้างอาชีพเสริมแก่ราษฎรนั้นมีอย่างต่อเนื่องตลอดมา พระองค์ทรงนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์ จนถึงวันนี้ได้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาทั้งชาวไทยและชาวโลกแล้วว่า งานศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีผู้ใดเล็งเห็นถึงความสำคัญมาก่อน แต่ ณ วันนี้ได้กลายมาสิ่งที่เชิดหน้าชูตาของชาวไทยเราอย่างยิ่ง และคงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า โครงการศิลปาชีพนี้ อาจนับเป็นต้นธารของโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่มุ่งเน้นสู่การสร้างงานสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านในระดับรากหญ้าก็ว่าได้

โครงการศิลปาชีพได้ช่วยดึงเอาความสามารถของราษฎรผู้ยากไร้ในท้องถิ่นต่างๆ ที่บางครั้งอาจไม่มีผู้ใดมองเห็น หากแต่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมองเห็นด้วยพระอัจฉริยภาพและทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจที่เกี่ยวเนื่องกับงานศิลปาชีพด้วยพระวิริยะอุตสาหะทรงช่วยลดช่องว่างระหว่างชนบทกับเมือง ทรงช่วยกระจายรายได้ไปสู่ราษฎรอย่างทั่วถึง ทรงช่วยให้คนชนบทสามารถพึ่งตนเองได้ และทรงช่วยยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ที่สำคัญคือทรงช่วยให้มีการสืบทอดศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านที่เป็นประดุจวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นนั้นๆ ให้เป็นมรดกแก่ลูกหลานไทยสืบต่อมา นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรไทยอย่างหาที่สุดมิได้

กำเนิดศิลปาชีพ

นับแต่ปีพุทธศักราช ๒๔๙๘ เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมเยียนราษฎรในชนบททั่วทุกภูมิภาคของประเทศ โดยเริ่มที่ตำบลห้วยมงคล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นแห่งแรก ในขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระชนมพรรษา ๒๘ พรรษา และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีพระชนมพรรษาเพียง ๒๒ พรรษาเท่านั้น จนเวลาล่วงผ่านมาถึงปัจจุบันทั้ง ๒ พระองค์ก็ยังทรงปฏิบัติพระราชกรณีกิจเช่นเดิมโดยไม่เหน็ดเหนื่อยพระวรกาย

ทุกครั้งที่เสด็จพระราชดำเนินไปตามภูมิภาคต่างๆ ทำให้ทรงทราบถึงความทุกข์ยากและความเดือดร้อนของราษฎร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวนาชาวไร่ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ค่อนข้างอัตคัดขัดสน และต้องเผชิญกับปัญหาดินฟ้าอากาศที่แปรปรวน อันส่งผลกระทบโดยตรงต่อการทำเกษตร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มีการพัฒนาด้านการเกษตรและพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎร ในขณะที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงรับสนองพระราชดำริจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการที่จะส่งเสริมและสนับสนุนให้พสกนิกรได้มีอาชีพเสริมควบคู่กันไปเสมอ ดังพระราชดำรัสในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่พระราชทานไว้ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๓๔ ความว่า

"...ทุกครั้งที่เมืองไทยเกิดน้ำท่วมหรือเกิดภัยพิบัติ...ข้าพเจ้าได้ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงนำของพระราชทานไปช่วยเหลือราษฎร มักจะเห็นเครื่องอุปโภคบริโภคแล้วก็รับสั่งกับข้าพเจ้าว่า การช่วยเหลือแบบนี้เป็นการช่วยเฉพาะหน้า ซึ่งช่วยเขาไม่ได้จริงๆ ไม่พอเพียง ทรงคิดว่าทำอย่างไรจึงจะช่วยเหลือชาวบ้านเป็นระยะยาว คือทำให้เขามีหวังที่อยู่ดีกินดีขึ้น ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงเริ่มคิดหาอาชีพเสริมให้แก่ครอบครัว ชาวนา ชาวไร่ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหาแหล่งน้ำให้การทำไร่ทำนาของเขาเป็นผลต่อประเทศชาติบ้านเมือง ทรงพระราชดำเนินไปดูตามไร่ของเขา ทรงคิดว่านี่เป็นกำลังใจ และที่ทรงให้ข้าพเจ้าดูแลครอบครัว ก็เลยเป็นที่เกิดของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ..."

ในแต่ละท้องถิ่นที่เสด็จพระราชดำเนินไป สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพบว่าราษฎรในชนบทต่างก็มีฝีมือทางหัตถกรรมพื้นบ้าน และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ได้สืบทอดกันมาแต่บรรพบุรุษ ไม่ว่าจะเป็นงานฝีมือหรืองานช่าง ทั้งการทอผ้า จักสาน งานปั้น งานแกะสลัก และงานประดิษฐ์ จึงมีพระราชดำริให้ริเริ่ม "โครงการศิลปาชีพพิเศษ" ขึ้น โดยมีพระราชประสงค์ให้ราษฎรในชนบทมีอาชีพเสริมในยามว่างจากการทำไร่นา เพื่อเป็นรายได้เลี้ยงครอบครัวอีกทางหนึ่ง

และด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกล ทรงตระหนักว่าศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านในแต่ละภาคนั้น ล้วนแต่มีความงามและคุณค่าที่ซุกซ่อนอยู่ในวิถีชีวิตของชาวบ้าน ซึ่งนับวันสิ่งเหล่านี้ก็จะยิ่งสูญหายลงไปเรื่อยๆ จึงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มีการอนุรักษ์และฟื้นฟูงานศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านในทุกสาขาและทุกภูมิภาคไปพร้อมๆ กัน โดยทรงเน้นอาชีพเสริมตามความถนัดของราษฎร และใช้ทรัพยากรในแต่ละท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์

กล่าวได้ว่า โครงการศิลปาชีพนับเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่ทรงส่งเสริมให้ประชาชนประกอบอาชีพโดยอาศัยศิลปะที่ตนมีอยู่ โดยมีเป้าหมาย ๒ ประการ ประการแรก เพื่อการขจัดปัญหาความยากจนของราษฎรให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยอาศัยภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นสำคัญ และประการที่สอง เพื่อเป็นการอนุรักษ์และฟื้นฟูศิลปะพื้นบ้านแต่โบราณ อันเป็นสมบัติล้ำค่าของชาติให้คงอยู่สืบไป

ศิลปะกับอาชีพ : สร้างคน สร้างงาน สร้างรายได้จากจุดเริ่มต้นที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้พระราชทานความช่วยเหลือให้ประชาชนมีรายได้จากอาชีพเสริมในยามว่างเว้นจากการทำเกษตรกรรม และเพื่อเป็นการอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านของไทยที่เป็นมรดกตกทอดมาช้านาน โดยทรงก่อตั้งโครงการศิลปาชีพพิเศษและได้มีการจัดตั้งกลุ่มศิลปาชีพด้านต่างๆ ขึ้นด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์นั้น

ต่อมาเมื่อโครงการได้ขยายออกไปทั่วประเทศ และมีผู้มีจิตศรัทธาทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลเพื่อใช้จ่ายในโครงการนี้เพิ่มมากขึ้น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดตั้งเป็น "มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษในพระบรมราชินูปถัมภ์" ขึ้นเมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ โดยทรงรับเป็นประธานกรรมการบริหารของมูลนิธิ และในปี พ.ศ. ๒๕๓๑ จึงเปลี่ยนชื่อเป็น "มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ" หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า The Foundation of the Promotion of Supplementry Occupations and Related Techniques of Her Majesty Queen Sirikit of Thailand ชื่อย่อว่า SUPPORT

สำหรับการดำเนินกิจกรรมของโครงการในระยะแรกนั้น สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ได้ทรงเริ่มต้นงานส่งเสริมและฟื้นฟูหัตถกรรมพื้นบ้านให้แก่ราษฎรกลุ่มแม่บ้านหุบกะพง อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เป็นแห่งแรก ในช่วงประมาณปี พ.ศ. ๒๕๑๔-๒๕๑๕ โดยทรงแนะนำให้กลุ่มแม่บ้านเข้าร่วมโครงการฝึกอบรมการประดิษฐ์เครื่องใช้จากป่านศรนารายณ์ ซึ่งเป็นต้นไม้ที่หาได้ง่ายภายในท้องถิ่น หลังจากนั้นชาวบ้านสามารถประดิษฐ์กระเป๋า หมวก เข็มขัด รองเท้า และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ทำจากป่านศรนารายณ์เป็นสินค้าออกจำหน่ายได้และเป็นที่นิยมกันโดยทั่วไป

จากนั้นได้ทรงพระราชทานโครงการศิลปาชีพไปทั่วทุกภูมิภาคตามความถนัดและลักษณะเฉพาะของแต่ละท้องถิ่น ไม่ว่าจะเสด็จพระราชดำเนินไปในท้องถิ่นใด จะทรงพระราชทานพระราชดำริให้มีการฟื้นฟูและอนุรักษ์งานศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านที่เหมาะสมแก่ท้องถิ่นนั้นๆ โดยขั้นตอนการดำเนินงานในเบื้องต้น สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จะทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดหาครูผู้ชำนาญด้านต่างๆ ไปฝึกอบรมให้ความรู้แก่ชาวบ้าน พร้อมกับพระราชทานวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิต เมื่อผลิตได้แล้วจะทรงรับซื้อผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นและทุกระดับฝีมือเพื่อให้ทางมูลนิธินำไปจำหน่ายต่อ อันเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้ชาวบ้านมุ่งมั่นพัฒนาฝีมือของตนเองต่อไป จนในที่สุดจำนวนของสมาชิกโครงการศิลปาชีพทั่วประเทศก็มีเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ

ดังเช่นในภาคเหนือ เมื่อครั้งเสด็จแปรพระราชฐานไปประทับ ณ พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ จังหวัดเชียงใหม่ ทรงพบว่าในอดีตภาคเหนือเคยมีความเจริญรุ่งเรืองทางด้านการคิดประดิษฐ์การถักทอผ้าที่งดงาม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ส่งเสริมอาชีพการเย็บปักถักร้อย การทอผ้าทั้งผ้าไหม ผ้าฝ้าย ผ้าตีนจก รวมทั้งผ้าปักของพวกชาวไทยภูเขา และพัฒนาให้เหมาะสมกับยุคสมัย

ในภาคอีสาน ทรงเล็งเห็นถึงคุณค่าและความงดงามของผ้าไหมมัดหมี่ซึ่งเป็นศิลปะพื้นบ้านของคนภาคอีสานที่สืบทอดกันมาในอดีต หากแต่ระยะหลังเริ่มเสื่อมความนิยมลงไป จึงทรงแนะนำให้ราษฎรทอผ้าไหมมัดหมี่ ผ้าแพรวา ผ้าขิด และส่งเสริมให้มีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม รวมถึงโปรดให้รวบรวมศิลปะลายโบราณ เพื่อฟื้นฟูงานทอผ้าของภาคอีสานให้เป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมอีกครั้ง

ในภาคใต้ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๗ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จแปรพระราชฐานไปประทับ ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ ทอดพระเนตรเห็นย่านลิเภาซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากในจังหวัดนราธิวาส โดยย่านลิเภาเป็นเครื่องจักสานที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ในเวลานั้นศิลปะการจักสานย่านลิเภากำลังจะสูญหายไป จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมสนับสนุนหัตถกรรมจักสานย่านลิเภาในภาคใต้ โดยจัดหาครูจากจังหวัดนครศรีธรรมราชมาทำการสอน และทรงให้มีการพัฒนาเป็นเครื่องใช้ที่หลากหลายและสวยงามมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ในภาคใต้ยังมีพืชพื้นเมืองคือกระจูด ซึ่งชาวไทยมุสลิมมีฝีมือในการสานกระจูดมาช้านาน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ส่งเสริมการสานกระจูดให้แพร่หลายและพัฒนาฝีมือในการสานให้ประณีตขึ้น เช่น สานเป็นกระเป๋า ตะกร้าใส่เสื้อผ้า พัด และกล่อง ทำให้เป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางในภาคกลาง เมื่อคราวน้ำท่วมใหญ่ในเขตจังหวัดอ่างทองและพระนครศรีอยุธยา ปลายปี ๒๕๑๘ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ได้โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปทรงเยี่ยมราษฎรที่ประสบอุทกภัยที่อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง ทรงทราบว่าตำบลบางเสด็จเป็นแหล่งดินเหนียวที่หาได้ ทำให้ทรงระลึกถึง "ตุ๊กตาชาววัง" ของเล่นเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ จึงมีพระราชดำริเริ่มโครงการตุ๊กตาชาววังขึ้น ทำให้ตุ๊กตาชาววังซึ่งเกือบสูญหายไปแล้วได้กลับมาเป็นที่รู้จักในหมู่ชาวไทยและชาวต่างประเทศเช่นดังทุกวันนี้

จะเห็นได้ว่า การเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนราษฎรทั่วภาคภูมิภาคนั้น สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ได้พระราชทานคำแนะนำ สนับสนุนและส่งเสริม ให้ความช่วยเหลือด้านวิทยากร ทุนทรัพย์ รับซื้อผลิตภัณฑ์ไปจำหน่ายและจัดหาตลาดรองรับ รวมทั้งรับราษฎรที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการศิลปาชีพอยู่มิได้ขาด ทำให้โครงการศิลปาชีพในพระองค์แผ่ขยายกว้างขวางออกไปทุกภาคของประเทศไทย เป็นการกระจายรายได้ให้แก่ชาวบ้านอย่างทั่วถึง

ศูนย์กลางศิลปาชีพ ณ สวนจิตรลดา

"...ข้าพเจ้านั้นภูมิใจเสมอว่า คนไทยมีสายเลือดของช่างฝีมืออยู่ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นชาวไร่ ชาวนา หรืออาชีพใด อยู่สารทิศใด คนไทยมีความละเอียดอ่อนและฉับไวต่อการรับศิลปะทุกชนิด ขอเพียงแต่ให้เขามีโอกาสได้เรียนรู้และฝึกฝน เขาก็จะแสดงความสามารถออกมาให้เห็นได้..." (พระราชดำรัสในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๓๒)

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเชื่อมั่นในความสามารถของคนไทยว่ามีความละเอียดอ่อนและมีสายเลือดช่างอยู่ในตัว หากได้รับโอกาสในชีวิตแล้วจะพัฒนาจนเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติได้ ยามเมื่อได้เสด็จพระราชดำเนินไป ณ แห่งใด พระองค์จะทรงคัดเลือกลูกหลานชาวไร่ชาวนาที่ยากจน และไม่ได้เป็นแรงงานหลักของครอบครัวมาฝึกฝนงานศิลปาชีพ เพื่อจะได้กลับไปประกอบอาชีพในถิ่นฐานเดิมของตนได้

พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในด้านศิลปาชีพ ได้แผ่ขยายครอบคลุมไปทั่วทุกภาคของประเทศ โดยมีโรงฝึกศิลปาชีพ สวนจิตรลดา ซึ่งตั้งอยู่ภายในบริเวณเขตพระราชฐาน สวนจิตรลดา นอกจากนี้ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างตั้งศูนย์ศิลปาชีพต่างๆ ในเขตพระราชฐานทุกแห่งที่เสด็จแปรพระราชฐานไปประทับแรมอีกหลายแห่ง ได้แก่ ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพบ้านกุดนาขาม ศูนย์ศิลปาชีพพิเศษบ้านจาร ศูนย์ศิลปาชีพพิเศษบ้านทรายทอง ศูนย์ศิลปาชีพจังหวัดแม่ฮ่องสอน ศูนย์ศิลปาชีพบ้านห้วยเดื่อ ศูนย์ศิลปาชีพบ้านแม่ต๋ำ ศูนย์ศิลปาชีพเครื่องปั้นดินเผา และศูนย์ศิลปาชีพบ้านวัดจันทร์ เป็นต้นสำหรับที่โรงฝึกศิลปาชีพ สวนจิตรลดา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างอาคารศูนย์ศิลปาชีพขึ้น เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๑ เพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนการสอนศิลปาชีพแขนงต่าง ๆ เป็นศูนย์กลางการผลิตผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพที่สวยงามและหายากจากราษฎรทั่วประเทศ และเป็นศูนย์กลางเผยแพร่งานศิลปาชีพแก่ผู้สนใจในช่วงแรกเริ่มนั้นองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงโปรดเกล้าฯ ให้รับบุตรหลานของข้าราชบริพารมาฝึกหัดศิลปหัตถกรรมประเภทต่างๆ อาทิ การปลูกหม่อน เลี้ยงไหม สาวไหม ฟอกไหม ย้อมไหม และวิธีการทอผ้าต่างๆ ต่อมาทรงคัดเลือกสมาชิกจากครอบครัวราษฎรที่ยากจนทั่วประเทศ และทรงเสาะหาครูผู้ชำนาญ

ในงานฝีมือแขนงต่างๆ มาถ่ายทอดวิชาให้แก่ราษฎรเหล่านั้น เพื่อผลิตผลงานซึ่งสะท้อนศิลปวัฒนธรรมของชาติไทยในอดีต จนเป็นที่รู้จักของคนในยุคปัจจุบันได้อย่างน่าชื่นชม

สำหรับครูและผู้เข้ารับการฝึกอาชีพที่มาจากต่างจังหวัดจะทรงจัดสวัสดิการด้านที่พักอาศัยให้ โดยผู้ชายจะอยู่หอพักที่ไม่ไกลจากวังสวนจิตรลดา ส่วนผู้หญิงจะให้อยู่ในพระราชวังฝ่ายใน ระหว่างที่เข้ารับการฝึกนี้ทุกคนจะมีเบี้ยเลี้ยง ส่วนคนที่มีฝีมือและอยู่มานานจะได้รับเงินเดือน และถ้างานฝีมือที่ทำนั้นมีคุณภาพดีจะพระราชทานรางวัลให้เป็นพิเศษ

การนำชาวบ้านในแต่ละหมู่บ้านเข้ามารับการฝึกอาชีพจะทรงนำมาเป็นกลุ่ม โดยมีพระราชประสงค์ว่าเมื่อกลับไปแล้วจะได้รวมตัวกันทำงานอาชีพได้ ในการคัดเลือกคนเข้ามาฝึกทรงพิจารณาจากความถนัดและสภาพภูมิลำเนาเดิม เพื่อจะได้นำความรู้กลับไปประกอบอาชีพได้อย่างแท้จริง ทรงจัดการฝึกให้โดยมุ่งเป็นวิทยาทานให้ประชาชนเหล่านั้นมีอาชีพติดตัวแล้วกลับไปพัฒนาถิ่นฐานบ้านเกิดของตน และทรงหวังเพียงว่าเมื่อถึงโอกาสวันหนึ่งงานศิลปหัตถกรรมเหล่านี้จะช่วยให้ราษฎรมีรายได้เลี้ยงครอบครัวได้

เมื่อสมาชิกศิลปาชีพเพิ่มมากขึ้นและสามารถผลิตผลงานต่างๆ ได้อย่างชำนาญ ทำให้กิจกรรมของโรงฝึกศิลปาชีพรุดหน้าอย่างรวดเร็ว จึงได้จัดสร้างอาคารศิลปาชีพถาวรในปี พ.ศ. ๒๕๒๓

ทว่าต่อมาไม่นานอาคารศิลปาชีพหลังแรกก็เริ่มแออัด ด้วยเหตุนี้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จึงทรงนำเงินที่มีผู้ ทูลเกล้าฯ ถวายโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัยจำนวนหนึ่งมาจัดสร้างอาคารศิลปาชีพขึ้นเป็นอาคาร 3 ชั้น ตั้งอยู่ตรงข้ามที่ทำการกองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระบรมราชินีนาถ และน้อมเกล้าถวายสมเด็จพระราชมารดาในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา ปี พ.ศ.2534 โดยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงประกอบพิธีเปิดอาคารศิลปาชีพหลังใหม่ เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๓๔

ปัจจุบันโรงฝึกศิลปาชีพจิตรลดาเปิดให้มีการเรียนการสอนงานศิลปหัตถกรรมในแผนกต่างๆ รวมทั้งสิ้น ๒๖ แผนกคือ แผนกเครื่องถมเงินและถมทอง เครื่องเงินและเครื่องทอง คร่ำเงินและคร่ำทอง จักสานย่านลิเภา จักสานไม้ไผ่ สานเสื่อกระจูด แกะสลักไม้ แกะสลักหิน แกะสลักหนัง ทอผ้าไหม ทอผ้าฝ้าย ทอผ้าจก ทอผ้าแพรวา ปักซอยแบบไทย ตัดเย็บผ้า ทอพรม งานปั้น ตุ๊กตาไทย เขียนลาย เครื่องปั้นดินเผา ประดับมุก ตกแต่งด้วยปีกแมลงทับ ลงยาสี ดอกไม้ประดิษฐ์ ช่างไม้และช่างหวาย และแผนกบรรจุภัณฑ์

งานศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โปรดให้ฟื้นฟูขึ้นมานั้น บางประเภทก็โปรดอนุรักษ์ไว้ตามกรรมวิธีการผลิตแบบดั้งเดิม บางประเภทก็ปรับปรุงพัฒนารูปแบบและวิธีการผลิตให้สะดวกขึ้น ให้ผลงานเหล่านั้นงดงามวิจิตรมากขึ้นโดยไม่ละทิ้งเอกลักษณ์และวัฒนธรรมไทย

แหล่งข้อมูล

ตามรอย... แม่ กับงานศิลปาชีพ.
siam-handicrafts.com

 

 

อ่าน:  8,050