เว็บไซด์  บทความ  กระทู้   

ผักขะแยง

 

ผักขะแยง (Balloon vine)

ชื่อวงศ์: SCROPHULARIACEAE
ชื่อวิทยาศาสตร์: Limophila aromatica ( Lamk ) Merr
ชื่อพื้นเมือง: ผักกะแยง กระแยง (อุดรธานี) ผักพา (ภาคเหนือ) มะอม ปะกามะออม (เขมร) ขะแยง (อุบลฯ,มุกดาหาร)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ผักขะแยง เป็น พืชล้มลุกอายุปีเดียว เป็นผักที่ขึ้นเองตามคันนา ขึ้นในฤดูทำนา เริ่มจากฝนลงครั้งแรก ขยายพันธุ์แบบไหลไปตามราก เกิดและแตกต้นออกเป็นกอ ขนาดเล็กประมาณ ๓๐-๔๐ ซม. ลำต้นสีเขียว กลวงเห็นปล้องชัดเจน ลำต้นทั้งต้นจะมีกลิ่นหอมหรือกลิ่นฉุนรุนแรง ใบเป็น ใบเดี่ยว ขนาดเล็ก ออกเป็นคู่ตรงกันหรืออาจมี ๓ ใบ ออกอยู่รอบๆ ข้อรูปใบหรือรูปขอบขนาน หรือ รูปหอกใบยาว ๑.๕-๕ ซม. กว้าง ๑-๒ ซม. ไม่มีก้านใบฐานใบจะหุ้มลำต้นเอาไว้ ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย ด้านบนของใบมีต่อมเล็ก ๆ มากมาย ดอกเป็นดอกเดี่ยวออกตรงซอกใบ หรือออกเป็นช่อกลีบเลี้ยง ๕ กลีบ สีเขียวมีขน กลีบดอกสีแดง สีชมพูอ่อน หรือสีม่วง กินได้ตลอดลำต้น เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวข้าว ผักขะแยงก็เริ่มโรยรา และหายลงใต้ดินในที่สุด รอวันฝนลงอีกครั้งในพรรษาหน้า

ผักขะแยงชอบดินดำน้ำชุ่ม ดังนั้น จึงสามารถนำผักขะแยงมาปลูกได้ ที่ๆ มีน้ำขังตลอดปี ผักขะแยงก็สามารถขึ้นงอกงามได้ตลอดปีเช่นกัน แต่เพราะผักขะแยงเป็นผักที่ขึ้นตามธรรมชาติ เป็นสัญลักษณ์ฤดูกาลทำนา ชาวบ้านหลายท้องถิ่นทางภาคอีสานไม่นิยมนำมาปลูก อยากกินก็ไปเก็บเอาจากท้องนา

แต่บางแห่งในภาคอีสานแถบลุ่มแม่น้ำโขง ก็นำมาปลูกตามริมบึง หรือแม้แต่ในกระถาง กะละมังแตกใต้ลุ่มบ้านตรงที่ล้างผัก ล้างปลา เพื่อให้ได้น้ำที่ไหลลงจากชานครัว ผักขะแยงก็จะงามสะพรั่ง บางแห่งก็มีการเก็บตามท้องไร่ท้องนามัดเป็นกำๆ นำไปขายในตลาดในหมู่บ้าน ในอำเภอ หรือในเมือง สนนราคาก็ถูกมาก ปัจจุบันเกษตรกรนำมาปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจ จึงมีผักขะแยงขายตามตลาดในกรุงเทพบ้างเช่นกัน

ผักขะแยงกินได้หลายแบบแล้วแต่ท้องถิ่น อีสานตอนบนติดกับลำน้ำโขง คืออุดรธานี อุบลราชธานี หนองคาย จะมีการกินผักขะแยงสดเป็นผักจิ้ม เช่นจิ้มน้ำพริก กินกับก้อยปลา ลาบ หรือนำมาใส่ต้มหรือแกงปลา แกงหน่อไม้ ย่านาง แกงหอยขม เพราะกลิ่นจะดับคาวได้เป็นอย่างดี ส่วนอีสานตอนกลางเช่น ชัยภูมิ โคราช ขอนแก่น ไม่นิยมกินสดๆ

ประโยชน์ทางยา

  • คั้นน้ำจากต้นแก้ไข้ ทั้งต้นเป็นยาขับน้ำนม ขับลม และเป็นยาระบาย
  • ผักขะแยงมีรสเผ็ดร้อน มีวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด ช่วยเจริญอาหาร
  • ผักขะแยง ๑๐๐ กรัม ให้พลังงานต่อร่างกาย ๓๒ กิโลแคลอรี่ มีเส้นใยอาหาร ๑๐๕ กรัม แคลเซียม ๕๕ มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส ๖๒ มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส ๖๒ มิลลิกรัม เหล็ก ๕๐๒ มิลลิกรัม วิตามินปีหนึ่ง ๐.๐๒ มิลลิกรัม วิตามิบีสอง ๐.๘๗ มิลลิกรัม ไนอาซิน ๐.๖ มิลลิกรัมและวิตามินซี ๕ มิลลิกรัม
  • การปลูก

    การปลูกทำได้ง่าย โดยใช้ต้น โดยวิธีการแยกกอ

    การคัดเลือกพื้นที่: เกษตรกรควรคัดเลือกพื้นที่ที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำ มีลักษณะดินเหนียวปนทราย เตรียมแปลงโดยจัดทำเป็นกระทงหนา ขนาด ๑๐ x ๑๕ เมตร หรือ ๑๐ x ๑๐ เมตร แล้วแต่ความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่

    การเตรียมพื้นที่: การเตรียมพื้นที่เหมือนกับเตรียมแปลงนา เพื่อปักดำโดยการทำการไถดะ หรือใช้จอบขุดพร้อมกับใส่ปุ๋ยคอก ปูนขาวหรือสารภูไมท์ เพื่อปรับสภาพดินคราดกลบ ระบายน้ำเข้าแล้วทำการไถคราดกลบ ระบายน้ำเข้าแล้วทำการไถคราดอีกครั้ง เพื่อให้พื้นที่สม่ำเสมอขึ้น ใช้พันธุ์ที่เตรียมไว้มาดำลงในลักษณะคล้าย ๆ กับการดำนา ระยะปลูกประมาณ ๑๕ x ๒๐ เซนติเมตร

    การดูแลรักษา: หลังปลูกประมาณ ๓-๔ วัน ก็ทำการให้ปุ๋ยเคมีสูตร ๑๖-๑๖-๑๘ หรือ ๑๕-๑๕-๑๕ และปุ๋ยคอกเสริมเพิ่มเติม ตลอดระยะเวลาปลูกเกษตรกรต้องดูแลน้ำในแปลงอย่าให้แห้งให้น้ำอยู่ในระดับ ๒-๓ เซนติเมตร

    การเก็บเกี่ยว: หลังปลูกครั้งแรกประมาณ ๑ เดือน ถึง ๑๑/๒ เดือน ก็สามารถทำการเก็บเกี่ยวครั้งที่ ๑ ได้ เก็บเกี่ยวโดยวิธีการถอนแยก เว้นตอหรือต้นบางส่วนไว้เพื่อการเจริญเติบโตในรุ่นต่อไป

    นำผลผลิตที่ได้ไปล้างน้ำทำความสะอาด เก็บเศษพืชและสิ่งสกปรกออกให้หมดนำมามัดเป็นกำ ๆ แล้วบรรจุถุงพลาสติกจำหน่าย การปฏิบัติแปลงหลังการเก็บเกี่ยว: ผักขะแยงหากทำการดูแลรักษาดีปลูก ๑ ครั้ง จะสามารถเก็บเกี่ยวได้หลาย ๆ รุ่น โดยทำการถอนกำจัดวัชพืช ใส่ปุ๋ยและให้น้ำเช่นเดิม ภายในระยะเวลา ๒ สัปดาห์ ก็สามาถเก็บครั้งต่อไปได้ ผักขะแยงปลูก ๑ ครั้งในรอบปีผักขะแยงเก็บเกี่ยวได้ ๑๐?๒๐ ครั้ง ทั้งนี้อยู่กับการดูแลรักษาและการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว

    โรคและแมลงที่พบ

    ผักขะแยงเป็นผักที่มีกลิ่นฉุน และทนต่อสภาพแวดล้อมดี แมลงจึงไม่รบกวนมากนักจะมีอยู่บ้างคือหนอนใยผัก และโรคต้นดำ แต่ไม่ระบาดมากนัก เกษตรกรจึงไม่ได้ใช้สารเคมี

    แหล่งข้อมูล

    "ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลบุ่งหวาย", สำนักงานเกษตรจังหวัดอุบลราชธานี.

     

    อ่าน:  4,042